ข้อมูลเท็จ ข่าวปลอม และความคิดเห็น เส้นแบ่งความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
/in ข่าวข้อมูลเท็จ ข่าวปลอม และความคิดเห็น เส้นแบ่งความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ในชีวิตประจำวัน เราอาจพบข้อความหลายประเภทที่มีความคลาดเคลื่อนจากความจริง ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่รายงานตัวเลขผิด การคาดการณ์เหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นตามคาด การแสดงความคิดเห็นโดยอาศัยข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือข้อความที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงประชาชน
แม้ข้อความเหล่านี้มักถูกเรียกรวมกันว่า “ข่าวปลอม” หรือ ข้อมูลเท็จ แต่ในทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีเกณฑ์การพิจารณาองค์ประกอบความรับผิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
1. ข้อมูลไม่ถูกต้องทุกประเภทเป็นข้อมูลเท็จตามกฎหมายหรือไม่
ข้อความที่คลาดเคลื่อนจากความจริงแต่ละกรณีมีบริบทที่ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น:
ผู้สื่อข่าวรายงานจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมผิดพลาด เพราะได้รับข้อมูลเบื้องต้นที่ยังไม่สมบูรณ์
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต แต่ผลจริงกลับหดตัว
บุคคลสร้างประกาศปลอมของธนาคาร เพื่อหลอกให้ประชาชนกรอกข้อมูลบัญชี
ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์นำภาพเหตุการณ์เก่ามาเผยแพร่ โดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
ทั้งสี่กรณีมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านลักษณะของข้อมูล ความรู้ของผู้เผยแพร่ วัตถุประสงค์ และผลกระทบที่เกิดขึ้น
ข้อสังเกต: จึงไม่อาจนำคำว่า “ข้อมูลเท็จ” มาใช้เป็นข้อสรุปว่าการกระทำทั้งหมดเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
2. ต้องแยกข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และการคาดการณ์ออกจากกัน
ก่อนพิจารณาความผิดทางกฎหมาย ควรแยกลักษณะข้อความออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ดังนี้
ข้อเท็จจริง (Fact)
หมายถึง ข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์หรือสภาพการณ์ที่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ เช่น:
“บริษัทแห่งหนึ่งประกาศปิดกิจการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม”
“โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเรียกเก็บค่าบริการจำนวน 5,000 บาท”
ข้อความลักษณะนี้สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์และตรวจสอบได้ว่าตรงกับความจริงหรือไม่
ความคิดเห็น (Opinion)
หมายถึง การแสดงทัศนะ การประเมิน หรือการตัดสินคุณค่าของผู้พูด เช่น:
“ผมเห็นว่าการบริหารงานของหน่วยงานนี้ไม่มีประสิทธิภาพ”
“นโยบายดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ”
ความคิดเห็นไม่อาจพิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จด้วยวิธีเดียวกับข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ข้อความที่อยู่ในรูปความคิดเห็นอาจมีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงแฝงอยู่ด้วย จึงจำเป็นต้องพิจารณาเนื้อหาและบริบทประกอบ
การคาดการณ์ (Prediction)
หมายถึง ข้อความเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น:
“คาดว่าราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นในปีหน้า”
“มีแนวโน้มว่าบริษัทจะขยายกิจการ”
การคาดการณ์ที่ไม่เป็นจริงในภายหลัง ไม่ได้หมายความว่าเป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติ เว้นแต่ผู้เผยแพร่จะสร้างข้อเท็จจริงประกอบขึ้นมาเพื่อหลอกลวง ซึ่งอาจต้องพิจารณาความรับผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
การแยกข้อความทั้งสามประเภทเป็นเพียงขั้นตอนช่วยวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อยกเว้นความรับผิดทางกฎหมายแบบเด็ดขาด
3. มาตรา 14(1): เมื่อใดข้อมูลเท็จจึงอาจกลายเป็นความผิดอาญา
มาตรา 14(1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติมโดย ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560) มีองค์ประกอบสำคัญที่ต้องพิจารณาร่วมกัน 5 ประการ:
มีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
การกระทำต้องเป็นไปโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง
การนำเข้าข้อมูลมีลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน
ต้องเข้าเงื่อนไขตามบทบัญญัติว่า ไม่ใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
องค์ประกอบเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะการพบว่าข้อมูลไม่ตรงกับความจริงเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ ที่จะสรุปความผิดตามมาตรา 14(1)
ตัวอย่าง: เว็บไซต์รับสมัครงานปลอม
สมมติว่ามีผู้สร้างเว็บไซต์เลียนแบบบริษัทที่มีชื่อเสียง และประกาศรับสมัครงานโดยอ้างว่าผู้สมัครต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนเข้าสัมภาษณ์ ทั้งที่บริษัทจริงไม่ได้เปิดรับสมัครและไม่ได้เรียกเก็บเงิน
ผู้สร้างเว็บไซต์รู้ว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่ตั้งใจใช้ข้อมูลนั้นหลอกให้ประชาชนโอนเงิน
กรณีนี้อาจเข้าองค์ประกอบมาตรา 14(1) เพราะเกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลปลอมหรือเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยหลอกลวง และน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
นอกจากนี้ อาจเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดอื่นตามพฤติการณ์
ตัวอย่าง: รายงานตัวเลขผิดโดยไม่ได้หลอกลวง
สมมติว่าผู้จัดกิจกรรมเผยแพร่จำนวนผู้เข้าร่วมงาน 10,000 คน โดยอาศัยตัวเลขประมาณการเบื้องต้น ต่อมาพบว่าจำนวนจริงคือ 8,500 คน และผู้จัดกิจกรรมได้แก้ไขข้อมูลเมื่อทราบข้อเท็จจริง
การเผยแพร่ตัวเลขที่ผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้ทำให้สรุปได้ทันทีว่าเป็นความผิดตามมาตรา 14(1)
พนักงานสอบสวนและศาลยังต้องพิจารณาว่า มีการกระทำโดยทุจริตหรือหลอกลวง และมีองค์ประกอบอื่นครบถ้วนหรือไม่
4. มาตรา 14(2): ข้อมูลเท็จที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความตื่นตระหนกของประชาชน
มาตรา 14(2) กำหนดความผิดเกี่ยวกับการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อประโยชน์ที่กฎหมายระบุ ได้แก่:
การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ
ความปลอดภัยสาธารณะ
ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
โครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ
หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
ข้อควรเข้าใจ: มาตรา 14(2) ไม่ได้มีองค์ประกอบเหมือนมาตรา 14(1) ทุกประการ โดยเฉพาะเงื่อนไขเรื่องการกระทำ “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง” ซึ่งปรากฏชัดในมาตรา 14(1)
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความรับผิดตามมาตรา 14(2) ยังต้องคำนึงถึงหลักทั่วไปเกี่ยวกับเจตนาในกฎหมายอาญาและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ตัวอย่าง: ข่าวปลอมเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉิน
กรณีเข้าข่ายความผิด: บุคคลหนึ่งสร้างข้อความเท็จว่าเขื่อนขนาดใหญ่กำลังแตก และประกาศให้ประชาชนอพยพทันที ทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หากเข้าองค์ประกอบเรื่องข้อมูลอันเป็นเท็จและการก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ก็อาจเข้าข่ายมาตรา 14(2)
กรณีขาดเจตนา: หากประชาชนเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ โดยเข้าใจโดยสุจริตว่ามีเหตุฉุกเฉินจริง แล้วภายหลังพบว่าข้อมูลคลาดเคลื่อน ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและเจตนาอย่างรอบคอบ ไม่อาจสรุปความผิดจากผลที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว
5. มาตรา 14(3): ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงและการก่อการร้าย
มาตรา 14(3) แตกต่างจากมาตรา 14(2) เพราะไม่ได้กำหนดความผิดโดยใช้เกณฑ์ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จเพียงอย่างเดียว
บทบัญญัตินี้เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็น ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จึงต้องพิจารณาว่าข้อมูลและการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาที่อ้างถึงหรือไม่
การเผยแพร่บทวิเคราะห์ด้านความมั่นคง การอภิปรายปัญหาการเมือง หรือการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายด้านความปลอดภัยของรัฐ ไม่ได้เป็นความผิดตามมาตรา 14(3) โดยอัตโนมัติ
การใช้คำว่า “ข้อมูลกระทบความมั่นคง” โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะคำดังกล่าวมีความหมายกว้างกว่าขอบเขตความผิดที่กฎหมายบัญญัติไว้จริง
6. ข่าวปลอมกับความคิดเห็นทางการเมืองต่างกันอย่างไร
สมมติว่ามีประชาชนสองคนเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับโครงการของรัฐบาล:
คนแรกเขียนว่า: “ผมเห็นว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า และควรทบทวนการดำเนินงาน”
เป็นการแสดงความคิดเห็นและประเมินผลเชิงนโยบาย
คนที่สอง: สร้างเอกสารปลอมขึ้นมา แล้วอ้างว่าเป็นเอกสารราชการที่พิสูจน์ว่ามีการโอนเงินโครงการไปยังบัญชีส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว
มีลักษณะของการสร้างข้อเท็จจริงปลอม
อย่างไรก็ตาม การที่ข้อความที่สองเป็นข้อมูลปลอม ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 14(1) เสมอไป เพราะต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด รวมถึงเงื่อนไขเรื่องความผิดฐานหมิ่นประมาทและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย
หลักสิทธิและเสรีภาพ:
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 34 รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น พร้อมกำหนดเงื่อนไขสำหรับการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว
ดังนั้น การวิเคราะห์ความรับผิดจากการสื่อสารออนไลน์จึงต้องคำนึงถึงทั้งกฎหมายที่กำหนดความผิด และสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองควบคู่กัน
7. เมื่อข้อความหนึ่งมีทั้งข้อเท็จจริงและความคิดเห็น
ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากไม่ได้แยกเป็นข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งชัดเจน แต่อาจผสมผสานกัน เช่น:
“บริษัทนี้หลอกลวงลูกค้า เพราะเก็บเงินไปแล้วไม่ส่งสินค้า ผมคิดว่าไม่ควรซื้อสินค้าจากบริษัทนี้อีก”
ข้อความนี้แยกออกเป็น 2 ส่วน:
ส่วนที่เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริง: อ้างว่าบริษัทรับเงินแล้วไม่ส่งสินค้า (ตรวจสอบได้จากหลักฐานการซื้อขาย)
ส่วนที่เป็นความคิดเห็น: เสนอแนะว่าผู้เขียนไม่ควรซื้อสินค้าจากบริษัทนั้นอีก
การวิเคราะห์ทางกฎหมายต้องพิจารณาข้อความโดยรวม บริบท หลักฐานประกอบ และลักษณะของการกล่าวอ้าง ไม่ใช่ตัดทอนคำบางคำมาตัดสินว่าเป็นความผิดทันที ทั้งนี้ หากข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างไม่เป็นจริง อาจเกิดประเด็นความรับผิดตามกฎหมายอื่น เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือ ความรับผิดทางแพ่ง ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและองค์ประกอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
8. หากข้อมูลเป็นความจริง จะไม่มีความผิดแน่นอนหรือไม่?
อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบบ่อย คือความเชื่อที่ว่า “หากเป็นเรื่องจริง ย่อมเผยแพร่ได้ทุกกรณี”
แม้ความเป็นจริงของข้อมูลจะเป็นสาระสำคัญต่อการพิจารณาความผิดตามมาตรา 14(1) และ 14(2) แต่การเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นความจริงก็อาจผิดกฎหมายอื่นได้ เช่น:
การเผยแพร่ข้อมูลสุขภาพของผู้อื่น: หากทำโดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย อาจก่อให้เกิดประเด็นเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และสิทธิในความเป็นส่วนตัว
การนำเรื่องส่วนตัวมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ: แม้ข้อความนั้นจะเป็นเรื่องจริง แต่หากทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาได้ในบางกรณี
ดังนั้น จึงต้องแยกคำถามสำคัญ 2 ข้อออกจากกันอย่างเด็ดขาด:
ข้อมูลนั้นเป็นความจริงหรือไม่?
ผู้เผยแพร่มีสิทธิเผยแพร่ข้อมูลนั้นตามกฎหมายหรือไม่?
คำตอบของคำถามแรก ไม่ได้เป็นคำตอบยืนยันสิทธิของคำถามที่สองเสมอไป
9. หลักคิดสำหรับประชาชนในการประเมินข้อมูลก่อนเผยแพร่
ก่อนจะกดโพสต์หรือแชร์ข้อมูลใดๆ ควรเริ่มประเมินตามขั้นตอนดังนี้:
หากเป็นข้อเท็จจริง: ตรวจสอบพยานหลักฐาน แหล่งที่มา และบริบทเสมอ โดยเฉพาะข้อมูลที่มีการพาดพิงหรือกล่าวหาบุคคล/องค์กร หรือข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนวงกว้าง
หากเป็นความคิดเห็น: แยกแยะส่วนที่เป็นการประเมินทัศนะออกจากส่วนที่เป็นการอ้างข้อเท็จจริง และหลีกเลี่ยงการนำข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบมายืนยันว่าเป็นความจริง
หากเป็นการคาดการณ์: ระบุข้อความให้ชัดเจนว่าเป็นการคาดคะเน ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
ที่สำคัญ การใช้คำว่า “ข่าวปลอม” ในสังคม ไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลสรุปทันทีว่าผู้เผยแพร่กระทำความผิดอาญา เพราะการวินิจฉัยความผิดต้องอาศัยองค์ประกอบตามตัวบทกฎหมายและข้อเท็จจริงเฉพาะกรณีอย่างรอบคอบ
บทสรุป
ข้อมูลเท็จ ข่าวปลอม ข้อมูลที่บิดเบือน ความคิดเห็น และการคาดการณ์ ล้วนมีลักษณะทางกฎหมายที่แตกต่างกัน การเผยแพร่ข้อความเหล่านี้จึงไม่ได้มีผลลัพธ์ทางคดีเหมือนกันทุกกรณี
มาตรา 14(1): มุ่งเอาผิดการนำเข้าข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือหลอกลวง และน่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน (ไม่รวมหมิ่นประมาท)
มาตรา 14(2): ควบคุมข้อมูลเท็จที่กระทบต่อความมั่นคง ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
มาตรา 14(3): เชื่อมโยงกับความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญาโดยตรง
การสื่อสารบนโลกออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ จึงต้องอาศัยทั้งการกลั่นกรองข้อเท็จจริง การเคารพสิทธิของผู้อื่น และความเข้าใจในข้อกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง และสามารถใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามกฎหมายได้อย่างมั่นใจ
เอกสารอ้างอิง
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 14
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 34
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 และบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท
บทความวิชาการเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและกฎหมายคอมพิวเตอร์ ในวารสารวิชาการของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม–ธันวาคม 2561)
ย้อนอ่านบทความตอนที่แล้ว:

