AiPASS กับองค์กร โอกาสพัฒนาทักษะ AI ของพนักงาน และโจทย์การกำกับการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล

AiPASS กับองค์กร โอกาสพัฒนาทักษะ AI ของพนักงาน
และโจทย์การกำกับการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย

อาจารย์สุกฤษ โกยอัครเดช ประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และเลขาธิการสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย

ดร.ณัฏฐ์ ธนวนกุล ประธานฝ่ายมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย

เมื่อโครงการ TH-AI Passport และแพลตฟอร์ม AiPASS เริ่มได้รับความสนใจจากสาธารณชนมากขึ้น พวกเราได้รับคำถามของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) ไม่ใช่แค่ประเด็นว่า “พนักงานควรสมัครหรือไม่” แต่ขยับไปสู่คำถามสำคัญกว่า คือ “องค์กรควรสนับสนุนให้พนักงานใช้ AiPASS หรือไม่ และหากใช้ องค์กรควรกำกับอย่างไร”

คำถามนี้ควรแยกออกเป็นสองเรื่องตั้งแต่ต้น เรื่องแรกคือ การเปิดโอกาสให้พนักงานใช้ AiPASS เพื่อเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ส่วนเรื่องที่สองคือ การนำ AiPASS มาใช้ทำงานจริงขององค์กร ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูล ระบบงาน ลูกค้า พนักงาน หรือบุคคลอื่น

สองเรื่องนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะ “การเรียนรู้ AI” กับ “การใช้ AI ทำงานให้องค์กร” มีระดับความรับผิดชอบและความเสี่ยงต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก “บัญชีอาจผูกกับพนักงาน แต่เมื่อถูกนำมาใช้ทำงานขององค์กร วัตถุประสงค์ การกำกับ และความรับผิดชอบต่อกิจกรรมนั้นยังอยู่ที่องค์กร”

นี่คือเหตุผลว่าทำไมองค์กรควรสนับสนุนให้พนักงานเรียนรู้ AI แต่ต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนเมื่อ AI ถูกนำมาใช้กับงานและข้อมูลจริงขององค์กร

1. AiPASS เป็นโอกาสขององค์กรในการพัฒนาความรู้เท่าทันและทักษะการใช้ AI (AI Literacy)
องค์กรควรเปิดโอกาสให้พนักงานเรียนรู้และทดลองใช้ AI เพราะความรู้เท่าทันและความสามารถในการใช้ AI (AI Literacy) กำลังเป็นทักษะพื้นฐานของคนทำงาน เช่นเดียวกับทักษะดิจิทัลที่องค์กรต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ AiPASS สามารถเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ดังกล่าวได้
สิ่งที่องค์กรควรมุ่งหวังไม่ใช่เพียงให้พนักงาน “ใช้ AI เป็น” ในความหมายว่าเขียนคำสั่ง (Prompt) ได้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า AI ทำอะไรได้ อะไรทำไม่ได้ คำตอบใดต้องตรวจสอบ และมีความเสี่ยงอะไรอยู่เบื้องหลัง เช่น การสร้างข้อมูลที่ผิดแต่ดูน่าเชื่อถือ (Hallucination) ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) และลิขสิทธิ์ (Copyright)

ในช่วงเริ่มต้น ควรให้พนักงานเรียนรู้จากงานความเสี่ยงต่ำ เช่น การระดมความคิด การร่างข้อความทั่วไป การสรุปข้อมูลสาธารณะ การแปลภาษา การทดลองเขียน Prompt หรือการสร้างเนื้อหาที่ไม่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลลับขององค์กร เนื่องจาก “การอนุญาตให้ใช้ AI ไม่ได้แปลว่าอนุญาตให้นำข้อมูลทุกอย่างเข้า AI”

2. “เรียนรู้ AI” กับ “ใช้ AI ทำงาน” เป็นคนละเรื่อง
เส้นแบ่งสำคัญเกิดขึ้นทันทีเมื่อพนักงานไม่ได้ใช้ AiPASS เพื่อทดลองส่วนตัวหรือเรียนรู้จากข้อมูลสาธารณะ แต่ใช้เพื่อทำงานตามหน้าที่ขององค์กร เช่น ร่างเอกสารจากข้อมูลลูกค้า สรุปข้อมูลพนักงาน วิเคราะห์ข้อมูลที่องค์กรถือครอง หรือใช้ผลลัพธ์จาก AI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจ

กรณีดังกล่าว การที่พนักงานเป็นผู้ลงทะเบียนบัญชีหรือเป็นผู้พิมพ์ Prompt ด้วยตนเอง ไม่ได้ทำให้กิจกรรมนั้นกลายเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงาน หากพนักงานใช้ AiPASS ตามวัตถุประสงค์และหน้าที่ที่องค์กรกำหนด องค์กรยังคงต้องรับผิดชอบต่อการประมวลผลข้อมูลที่เกิดขึ้นในกิจกรรมนั้น
หากมีข้อมูลส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง องค์กรต้องพิจารณาหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act: PDPA) ของตนเอง เช่น
– วัตถุประสงค์ของการประมวลผลตามมาตรา 21
– การเก็บรวบรวมเท่าที่จำเป็นตามมาตรา 22
– การแจ้งประกาศความเป็นส่วนตัวตามมาตรา 23 หรือมาตรา 25
– ฐานกฎหมายตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว
– การใช้หรือเปิดเผยตามมาตรา 27
– การส่งหรือโอนข้อมูลไปต่างประเทศตามมาตรา 28 และ 29
– การรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรา 37 และ
– การรองรับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 19, 20, 30-34 และ 36

หลักสำคัญคือ “ฐานกฎหมายของแพลตฟอร์มไม่ใช่ฐานกฎหมายขององค์กร” การที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมีวัตถุประสงค์และฐานกฎหมายสำหรับการประมวลผลของตนเอง ไม่ได้ทำให้องค์กรสามารถนำข้อมูลลูกค้า คู่ค้า พนักงาน หรือบุคคลอื่นเข้าแพลตฟอร์มได้โดยอัตโนมัติ เพราะวัตถุประสงค์และฐานกฎหมายสำหรับการประมวลผลขององค์กรย่อมแตกต่างไปจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มตามภารกิจหรือบริบทที่แตกต่างกัน

สำหรับ AiPASS ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลลับควรถูกจำกัดไว้เป็นค่าเริ่มต้น

ในเชิงนโยบายขององค์กร สำหรับการใช้ AiPASS กับงานจริง ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลลับขององค์กรควรถูกกำหนดเป็น “จำกัดการนำเข้าไว้เป็นค่าเริ่มต้น” (Restricted by Default) กล่าวคือ ไม่ให้นำเข้าโดยปริยาย จนกว่ากรณีการใช้งาน (Use Case) นั้นจะได้รับการประเมินและอนุมัติเป็นการเฉพาะ และองค์กรเห็นว่ามีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม จนอยู่ในระดับความเสี่ยงตามเกณฑ์ที่ยอมรับได้

จุดนี้ต่างจากการกล่าวว่า “PDPA ห้ามใช้ข้อมูลส่วนบุคคลกับ AI” เพราะ PDPA ไม่ได้ห้าม AI โดยตัวมันเอง แต่กำหนดหน้าที่และเงื่อนไขในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนการจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลประเภทใดกับ AiPASS เป็นการตัดสินใจด้านธรรมาภิบาล (Governance) ขององค์กรที่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของแพลตฟอร์มด้วย

3. บัญชีผูกกับพนักงาน แต่ความรับผิดชอบยังอยู่ที่องค์กร
สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ระบุสถานะของตนเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) สำหรับการดำเนินโครงการและแพลตฟอร์ม AiPASS ขณะเดียวกัน หากองค์กรกำหนดให้พนักงานใช้ AiPASS เพื่อดำเนินกิจกรรมขององค์กรที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล องค์กรก็เป็น Data Controller สำหรับกิจกรรมขององค์กรนั้น

จึงต้องแยกให้ชัดว่า การประมวลผลใดเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ของแพลตฟอร์ม และการประมวลผลใดเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ขององค์กร ทั้งสองฝ่ายต่างมีความรับผิดชอบต่อกิจกรรมการประมวลผลที่ตนเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการ โดยไม่ควรถือโดยอัตโนมัติว่า AiPASS เป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) ขององค์กรในทุกกรณี

ประเด็นสำคัญที่องค์กรต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ จากการตรวจสอบระบบโดยผู้เขียน ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ระบบ AiPASS ไม่มีระบบควบคุมสำหรับผู้ดูแลระดับองค์กร (Enterprise Admin Control) องค์กรจึงไม่มีระบบบริหารจัดการจากส่วนกลาง (Admin Console) สำหรับบริหารบัญชีพนักงานหรือตรวจสอบบันทึกการใช้งานระดับองค์กร (Audit Log) กำหนดวงจรการเก็บหรือลบข้อมูล หรือจัดการบัญชีและข้อมูลในรูปแบบเดียวกับบริการ AI ที่ออกแบบมาสำหรับองค์กร (Enterprise) ซึ่ง “การไม่มีเครื่องมือควบคุมระดับองค์กร (Enterprise Control) ไม่ได้ทำให้องค์กรมีหน้าที่น้อยลง แต่ทำให้องค์กรต้องออกแบบมาตรการควบคุมขององค์กร (Organizational Control) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

การมีมาตรการด้านความเป็นส่วนตัวของแพลตฟอร์มจึงไม่ควรถูกตีความว่าแพลตฟอร์มนั้นเหมาะกับกรณีการใช้งานระดับองค์กร (Enterprise Use Case) ทุกประเภท สิ่งที่องค์กรต้องถามต่อคือ เมื่อองค์กรไม่มีเครื่องมือควบคุมระดับองค์กรบนแพลตฟอร์ม องค์กรจะควบคุมส่วนที่อยู่ในอำนาจของตนเองอย่างไร

4. เมื่อแพลตฟอร์มไม่มีเครื่องมือควบคุมระดับองค์กร องค์กรต้องสร้างระบบกำกับของตนเอง
การกำกับดูแลเรื่องนี้ไม่ใช่การห้ามใช้ AiPASS แบบเหมารวม แต่คือการสร้าง “มาตรการควบคุมทดแทน” (Compensating Controls) ภายนอกแพลตฟอร์ม เพื่อให้การใช้ AiPASS โดยพนักงาน แต่เพื่อประโยชน์ขององค์กรยังอยู่ภายใต้กติกาและความรับผิดชอบที่องค์กรกำหนดได้

4.1 ใช้บัญชีอีเมลที่องค์กรควบคุม (Organization-controlled Email Account) เป็นมาตรการควบคุมทดแทน
หากองค์กรสนับสนุนให้พนักงานเข้าร่วมโครงการและต้องการให้ใช้ AiPASS เพื่อทำงานขององค์กร ควรกำหนดให้ลงทะเบียนด้วยบัญชีอีเมลที่องค์กรเป็นผู้จัดหา ลงทะเบียน เป็นเจ้าของ และสามารถบริหารวงจรชีวิตของบัญชีได้ ไม่ว่าจะเป็นอีเมลภายใต้โดเมนขององค์กร หรือบัญชี Google, Microsoft หรือ Apple ที่องค์กรสร้างและควบคุม แม้บัญชีนั้นจะใช้บริการแบบไม่มีค่าใช้จ่ายก็ตาม

ไม่ควรใช้อีเมลส่วนตัวที่พนักงานเป็นเจ้าของเพื่อทำงานขององค์กร เพราะเมื่อเปลี่ยนหน้าที่ พ้นสภาพพนักงาน หรือมีเหตุที่ต้องยุติสิทธิ องค์กรจะควบคุมช่องทางที่ผูกกับการใช้งานได้ยากขึ้น

มาตรการนี้ไม่ใช่ Admin Control ของ AiPASS แต่เป็น Organizational Control ที่องค์กรสร้างขึ้นเอง และเนื่องจาก AiPASS มีการยืนยันตัวตนของผู้ใช้ บัญชีที่ใช้ทำงานควรเป็นบัญชีของพนักงานแต่ละราย ไม่ใช่บัญชีร่วม และไม่ควรแชร์รหัสผ่าน (Password) หรือข้อมูลรับรองการเข้าถึง (Credential) ระหว่างกัน

4.2 อนุมัติ Use Case ไม่ใช่อนุมัติเพียงชื่อเครื่องมือ
การประกาศว่า “ใช้ AiPASS ได้” หรือ “ห้ามใช้ AiPASS” เป็นคำสั่งที่กว้างเกินไป เพราะเครื่องมือเดียวกันอาจใช้กับงานที่มีความเสี่ยงต่างกันมาก ตั้งแต่การถามคำถามทั่วไป การวาดภาพ หรือการร่างข้อความจากข้อมูลสาธารณะ ไปจนถึงการอัปโหลดข้อมูลลูกค้าเพื่อวิเคราะห์
องค์กรจึงควรอนุมัติวิธีใช้ ไม่ใช่อนุมัติเพียงชื่อเครื่องมือ (Approve the Use Case, not just the Tool) โดยพิจารณาอย่างน้อย 5 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่

การใช้งาน (Use Case) ว่า…ใช้ AI ทำอะไร?
ข้อมูล (Data) ว่า…ใช้ข้อมูลประเภทใด?
โมเดล (Model) ว่า…ใช้โมเดลหรือผู้ให้บริการใด?
ผู้ตรวจสอบและผู้รับผิดชอบ (Human) ว่า…เป็นใคร?
ความเสี่ยง (Risk) ว่า…หากผิดพลาดหรือข้อมูลรั่วไหลจะเกิดผลกระทบอะไร?

4.3 กำหนดกติกาเรื่องการใช้ข้อมูลขององค์กร
กรอบ Green-Amber-Red คือกติกาใช้งานภายในองค์กร ไม่ใช่กรอบที่ทำให้ข้อมูลทุกประเภท “ใช้ผ่าน AiPASS” ได้โดยอัตโนมัติ
• Green คือข้อมูลที่ใช้ได้หากเป็นข้อมูลสาธารณะ งานระดมความคิด การแปล การสร้างโครงร่าง หรือเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลลับ โดยยังต้องตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนใช้
• Amber คือข้อมูลภายในองค์กรระดับทั่วไปที่ไม่ใช่ความลับ ข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่ผ่านการทำข้อมูลแฝง (Pseudonymization) แล้ว สามารถใช้ได้ตามเงื่อนไขและแนวปฏิบัติที่องค์กรกำหนดไว้เฉพาะ
• Red คือการจำกัดการนำเข้าข้อมูลไว้เป็นค่าเริ่มต้น (Restricted by Default) เมื่อเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ข้อมูลสุขภาพตาม PDPA ข้อมูลทางการเงิน ความลับทางการค้า เอกสารสัญญาที่เป็นความลับ ซอร์สโค้ด (Source Code) ที่สำคัญ รวมถึงข้อมูลที่องค์กรยังไม่ได้ประเมิน ส่วนรหัสผ่าน (Password) ข้อมูลรับรองการเข้าถึง (Credential) กุญแจ API (API Key) และกุญแจส่วนตัว (Private Key) ควรกำหนดเป็นข้อมูลที่ห้ามนำเข้าสู่ระบบ AI โดยเด็ดขาด

หากมีการทำข้อมูลแฝง (Pseudonymisation) ต้องเข้าใจว่าไม่เท่ากับการทำข้อมูลนิรนาม (Anonymisation) การลบเพียงชื่อหรือเลขประจำตัวไม่ได้ทำให้ข้อมูลพ้นจากการเป็นข้อมูลส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติ หากยังสามารถเชื่อมโยงกลับไปหาบุคคลได้


4.4 ต้องมีนโยบาย การกำกับโดยมนุษย์ และกระบวนการรับมือเหตุการณ์
องค์กรควรมีนโยบายการใช้งาน AI ที่ยอมรับได้ (AI Acceptable Use Policy) ระบุว่าเครื่องมือใดใช้ได้ ใช้กับงานอะไร ข้อมูลใดนำเข้าได้ ข้อมูลใดต้องขออนุมัติ ผลลัพธ์ต้องตรวจสอบอย่างไร บัญชีใดได้รับอนุญาต และหากนำข้อมูลผิดประเภทเข้าสู่ระบบต้องแจ้งใคร

Use Case ที่มีผลกระทบสูง เช่น การคัดกรองผู้สมัครงาน การประเมินพนักงาน การประเมินเครดิต หรือการใช้ข้อมูลสุขภาพ ควรได้รับการประเมินผลกระทบและควบคุมให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง เช่น การประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment: DPIA) หรือการประเมินผลกระทบด้าน AI และ Privacy ตามบริบทของกิจกรรมและบริบทขององค์กร

องค์กรควรกำหนดการกำกับโดยมนุษย์ (Human Oversight) โดยเฉพาะการใช้ AI ในการตัดสินใจที่มีผลสำคัญต่อบุคคล และหากองค์กรมี Use Case จำนวนมาก ในหลายส่วนงาน การจัดทำทะเบียนกรณีการใช้ AI (AI Use Case Register) จะช่วยให้สามารถติดตามเจ้าของงาน ระดับความเสี่ยง และมาตรการควบคุมได้อย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้

สำหรับ AiPASS องค์กรอาจมีทะเบียนบัญชี AI ที่ได้รับอนุมัติ (Approved AI Account Register) เพิ่มเติม เพื่อบันทึกว่าใครได้รับอนุญาตให้ใช้บัญชีใด เพื่อ Use Case ใด อยู่ภายใต้หน่วยงานใด และเมื่อใดต้องทบทวนหรือยุติสิทธิ

หากพนักงานเผลอส่งข้อมูลที่ไม่ควรนำเข้าสู่ AI ต้องมีขั้นตอนการรับมือเหตุการณ์ (Incident Response) ที่ชัดเจน ให้หยุดส่งข้อมูลเพิ่มเติม เก็บข้อเท็จจริง แจ้งฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ DPO หรือฝ่ายกฎหมาย และประสานผู้ให้บริการเพื่อจำกัดหรือลบข้อมูลเท่าที่ทำได้ หากเข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Breach) ต้องประเมินหน้าที่ตามมาตรา 37(4) ของ PDPA (ซึ่งการที่องค์กรทำความเข้าใจแผนภาพการไหลของข้อมูล (Data Flow) ตั้งแต่จุดที่พิมพ์ Prompt ข้อมูลวิ่งผ่านโมเดลใด ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง จะช่วยให้ประเมินขอบเขตผลกระทบได้อย่างแม่นยำ)

หากเหตุละเมิดมีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่สามารถกระทำได้ และหากมีความเสี่ยงสูงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล นอกจากต้องแจ้ง สคส. แล้วยังต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้าด้วย


4.5 จะใช้ AiPASS ต้องคิดถึงวันจบโครงการตั้งแต่วันเริ่มใช้
อีกประเด็นที่องค์กรไม่ควรมองข้ามคือ “แผนยุติหรือเปลี่ยนผ่านการใช้งาน (Exit Plan)” เมื่อโครงการ TH-AI Passport สิ้นสุดลง หรือเงื่อนไขการให้บริการเปลี่ยนไป องค์กรต้องตอบให้ได้ว่า ข้อมูลขององค์กรที่เคยถูกนำไปใช้กับ AiPASS จะจัดการอย่างไร บัญชีจะถูกยุติหรือเปลี่ยนผ่านอย่างไร และหากมีระบบหรือกระบวนการทำงานอื่นเชื่อมโยงกับ AI จาก AiPASS จะย้าย หยุด หรือทดแทนอย่างไร

ธรรมาภิบาลที่ดีจึงไม่ควรคิดเพียงเรื่องการเริ่มใช้งาน (Onboarding) ว่าจะเริ่มใช้ AI อย่างไร แต่ต้องคิดถึงการยุติสิทธิหรือพ้นสภาพผู้ใช้งาน (Offboarding) และการยุติหรือเปลี่ยนผ่านระบบ (Exit) ตั้งแต่ต้นด้วย


5. เริ่มจากโครงการนำร่อง (Pilot) แล้วค่อยขยาย ไม่เปิดทุกงานพร้อมกัน
องค์กรที่ต้องการใช้ AiPASS หรือปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ควรเริ่มจากการเปิดใช้กับทุกงานและทุกข้อมูลพร้อมกัน แต่ควรเริ่มจาก Use Case ความเสี่ยงต่ำ 3–5 เรื่อง ในระดับ Green เช่น การร่างเอกสารจากข้อมูลทั่วไป การสรุปข้อมูลสาธารณะ การแปลภาษา หรือการระดมความคิด

หากเป็นโครงการนำร่อง (Pilot) ในนามองค์กร ควรใช้บัญชีอีเมลที่องค์กรควบคุมตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้รูปแบบการทดลองสอดคล้องกับวิธีที่จะใช้จริงเมื่อขยายผล และควรกำหนดเจ้าของ Use Case ผู้ตรวจสอบผลลัพธ์ และประเภทข้อมูลที่อนุญาตให้ใช้ตั้งแต่ต้น

จากนั้นจึงวัดผลจากการใช้งานจริงว่า AI ช่วยประหยัดเวลาหรือเพิ่มคุณภาพงานเพียงใด เกิดการสร้างข้อมูลที่ผิดแต่ดูน่าเชื่อถือ (Hallucination) มากน้อยเพียงใด มีการนำข้อมูลผิดประเภทเข้าสู่ระบบหรือไม่ การกำกับโดยมนุษย์ (Human Oversight) เพียงพอหรือไม่ และที่สำคัญ องค์กรสามารถกำกับการใช้งานได้จริงเพียงใด และมีแผนยุติหรือเปลี่ยนผ่านการใช้งาน (Exit Plan) อย่างไร?

เมื่อเข้าใจทั้งประโยชน์และข้อจำกัดแล้ว จึงค่อยขยายไปสู่ Use Case ที่ซับซ้อนขึ้น การขยายผลจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “AI ทำงานได้ดีแค่ไหน” แต่รวมถึง “องค์กรควบคุมการใช้ AI ได้ดีแค่ไหน” ด้วย

สรุปคำถาม 7 ข้อที่ผู้บริหารควรถามก่อนให้ใช้ AiPASS ทำงานขององค์กร
• Use Case นี้ใช้ AI ทำอะไร และใครเป็นเจ้าของงาน?
• จะนำข้อมูลประเภทใดเข้าไป และมีข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) หรือข้อมูลลับหรือไม่?
• ข้อมูลและ Prompt จะไหลไปที่ใด ผ่านโมเดลหรือผู้ให้บริการใด และองค์กรเข้าใจการไหลของข้อมูล (Data Flow) เพียงพอหรือยัง?
• พนักงานใช้บัญชีใด และบัญชีนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรหรือไม่?
• ใครตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI (AI Output) และใครรับผิดชอบเมื่อนำผลลัพธ์ไปใช้?
• หากส่งข้อมูลผิด เกิดเหตุการณ์ผิดปกติ (Incident) หรือพนักงานพ้นสภาพ องค์กรจะจัดการอย่างไร?
• ถ้าโครงการสิ้นสุดหรือเงื่อนไขเปลี่ยน องค์กรมี Exit Plan สำหรับข้อมูล บัญชี และระบบที่เชื่อมโยงแล้วหรือยัง?
จุดยืนของสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย (TPDPA)

ในด้านการพัฒนาความรู้และทักษะ เราสนับสนุนให้องค์กรเปิดโอกาสให้พนักงานเรียนรู้และทดลองใช้ AI และ AiPASS สามารถเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับสร้าง AI Literacy ได้
แต่การสนับสนุนให้เรียนรู้ AI ไม่ได้หมายความว่าองค์กรรับรองให้ใช้แพลตฟอร์มกับข้อมูลทุกประเภทโดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อพนักงานใช้ AiPASS เพื่อทำงานขององค์กร ความรับผิดชอบขององค์กรไม่ได้หายไปตามรูปแบบของบัญชี องค์กรจึงต้องกำหนด Use Case ประเภทข้อมูล บัญชีที่อนุญาต วิธีตรวจสอบผลลัพธ์ และผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน

สำหรับ AiPASS โดยเฉพาะ ข้อจำกัดจากการไม่มีระบบควบคุมสำหรับผู้ดูแลระดับองค์กร และเงื่อนไขของโครงการต้องถูกนำมาพิจารณา หากองค์กรจะใช้ AiPASS ในการทำงาน องค์กรต้องสร้างระบบกำกับของตนเอง โดยบัญชีอีเมลที่องค์กรควบคุม (Organization-controlled Email Account) เป็นเพียงหนึ่งในมาตรการสำคัญ และต้องทำงานร่วมกับนโยบาย การควบคุม Use Case การควบคุมข้อมูล การกำกับโดยมนุษย์ การรับมือเหตุการณ์ และ Exit Plan

ดังนั้น “เป้าหมายขององค์กรจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างส่งเสริม AI กับคุ้มครองข้อมูล แต่คือทำอย่างไรให้พนักงานใช้ AI ได้มากขึ้น โดยที่องค์กรยังควบคุมความเสี่ยงได้”

แหล่งข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบ
• พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — ราชกิจจานุเบกษา
• ประกาศความเป็นส่วนตัวแพลตฟอร์ม AiPASS ภายใต้โครงการ TH-AI Passport ฉบับ 1.0 มีผลใช้บังคับวันที่ 19 สิงหาคม 2569 — https://de.aipass.net/privacy-policy
• การตรวจสอบคุณสมบัติและการทำงานของระบบ AiPASS โดยผู้เขียน ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำหรับประเด็น Enterprise Admin Control
• ข้อกำหนดและเงื่อนไขสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ TH-AI Passport มีผลใช้บังคับวันที่ 19 สิงหาคม 2569 — https://de.aipass.net/term-and-cond-th
• เว็บไซต์และคำถามที่พบบ่อยของโครงการ TH-AI Passport — https://de.aipass.net/ และ https://de.aipass.net/faq
เอกสารสาธารณะของ AiPASS ที่ใช้ตรวจสอบเป็นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2569

หมายเหตุ: เอกสาร เงื่อนไข และความสามารถของแพลตฟอร์มอาจมีการปรับปรุง องค์กรควรตรวจสอบฉบับล่าสุดก่อนใช้กับข้อมูลจริงหรือ Use Case ที่มีความเสี่ยงสูง

เมื่อพนักงานเริ่มใช้ AiPASS: องค์กรพร้อมรับมือความเสี่ยงด้าน PDPA แล้วหรือยัง?

ก้าวแรกของการกำหนดนโยบาย AI ภายในองค์กรให้สอดคล้องกับกฎหมาย ไม่ใช่การออกคำสั่งห้ามใช้งาน แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันด้านความเป็นส่วนตัว” ให้แก่พนักงาน เจาะลึกประเด็นที่ผู้ใช้งานต้องตั้งคำถามกับตนเอง ตั้งแต่วัตถุประสงค์ในการประมวลผล ไปจนถึงความเสี่ยงของการส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลผ่านแพลตฟอร์ม

ย้อนอ่านบทความตอนที่แล้ว:

คลิกเลย -> สร้างความตระหนักรู้เรื่องความเป็นส่วนตัว จาก AiPASS: คำถามที่ต้องถามตนเองก่อนใช้ (ตอนที่ 3)

สร้างความตระหนักรู้เรื่องความเป็นส่วนตัว จาก AiPASS คำถามที่ต้องถามตนเองก่อนใช้

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย

อาจารย์สุกฤษ โกยอัครเดช ประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และเลขาธิการสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย

อาจารย์มยุรี ชวนชม ประธานฝ่ายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย

ช่วงนี้มีคนถามพวกเราบ่อย ๆ ว่า
“ควรสมัคร AiPASS ไหม?”

จากข้อมูลสาธารณะที่พวกเราตรวจสอบได้ในขณะนี้ พวกเรายังไม่เห็นเหตุเพียงพอที่จะต้องแนะนำประชาชนโดยทั่วไปว่าไม่ควรสมัคร หากสนใจก็สามารถศึกษารายละเอียดและพิจารณาสมัครได้

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ

“ก่อนสมัครใช้งาน คุณรู้หรือไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับข้อมูลของคุณ?” เพราะการที่คุณสมัครใช้งานปัญญาประดิษฐ์ใด ๆ ไม่ว่าจะมาจาก ผู้ให้บริการ (Provider) เจ้าใด ไล่มาตั้งแต่ ChatGPT ของค่าย OpenAI, Gemini ของค่าย Alphabet, Claude ของค่าย Anthropic มิใยต้องเอ่ยถึง AiPASS ของค่ายรัฐบาลไทยนั้น

AI ของแต่ละค่ายไม่ได้เพียงแค่มายุ่งกับการเปิดบัญชีการใช้ของคุณเท่านั้น แต่ยังยุ่งไปถึงการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของตัวคุณในฐานะผู้ให้บริการ AI (Provider) อีกด้วย

ในมุมมองที่ปรึกษา สมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย (TPDPA) จึงอยากชวนให้คุณผู้อ่านทุกคนในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) ถามตัวเองด้วย 9 ข้อที่สมาคมฯ มองว่าสำคัญ ก่อนสมัครใช้บริการ AiPASS เพื่อสร้างสังคม Smart Consumers หรือ ผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน เข้าใจสิทธิของตนเอง และรู้จักคิดก่อนใช้ AI

1. บริการนี้คุ้มกับข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวที่คุณต้องให้หรือไม่?

เมื่อเปิดอ่าน ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) 
https://de.aipass.net/privacy-policy-th ลองถามตัวเองก่อนว่า คุณต้องการบริการนี้จริงหรือไม่? เพื่อให้ได้ประโยชน์นั้น คุณต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลอะไรบ้าง? ข้อมูลส่วนบุคคลบางประเภทนั้น จำเป็นต่อการใช้บริการ AI หรือไม่?
และที่สำคัญถามตัวเองก่อนว่า “ประโยชน์ที่ได้รับ คุ้มกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องเปิดเผยหรือไม่?”

2. ใครเป็นคนรับผิดชอบข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ?

ตาม พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA ผู้ที่กำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล คือ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ส่วนผู้ให้บริการด้านเทคนิคบางรายอาจเป็น ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor)

สิ่งที่คุณทั้งในฐานะผู้ใช้บริการและฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นควรทราบว่า “ถ้าเกิดปัญหากับข้อมูลของฉัน ใครคือผู้รับผิดชอบ?” สามารถติดต่อใครได้ที่ไหน?

3. ระบบเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอะไรเกี่ยวกับตัวคุณเพิ่มอีก?

ระหว่างใช้งานนั้น AI จะเก็บรวบรวมประวัติการสนทนา Log ข้อมูลอุปกรณ์ และพฤติกรรมการใช้งาน รวมถึงข้อมูลที่ระบบวิเคราะห์หรืออนุมาน (Inferred Data) ขึ้น
อย่าถามเพียงว่า “ตอนสมัครต้องกรอกอะไร?” แต่ควรถามว่า
“หลังจากเริ่มใช้แล้ว ระบบจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นอีก?”

4. ระบบนำข้อมูลของคุณไปใช้ทำอะไร?

ข้อมูลส่วนบุคคลประเภทเดียวกันอาจถูกนำไปใช้เพื่อหลายวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อให้บริการ รักษาความมั่นคงปลอดภัย ตรวจสอบการใช้งาน วิเคราะห์หรือปรับปรุงระบบ รวมถึงการวิจัยหรือพัฒนา AI

หากผู้ให้บริการ (Provider) มีการประมวลผลในลักษณะดังกล่าว การให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อรับบริการไม่ได้หมายความว่าคุณต้องยอมให้ระบบใช้ข้อมูลนั้นเพื่อทุกวัตถุประสงค์โดยอัตโนมัติ นี่คือแนวคิดเรื่อง การใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด (Purpose Limitation)

เวลาอ่าน Privacy Notice จึงควรดูทั้งว่า “เขาเก็บอะไร” และ “นำไปใช้เพื่ออะไร รวมถึงเรามีทางเลือกหรือไม่?”

5. ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณถูกเปิดเผยให้ใครบ้าง และไปที่ไหน?
ในประกาศความเป็นส่วนตัวของ AiPASS นั้นมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลภายนอก ถึง 6 หน่วยงาน ได้แก่
(1) ผู้ให้บริการโมเดล AI (AI Model Providers)
(2) ระบบวิเคราะห์ของบุคคลที่สาม
(3) หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
(4) ผู้ให้บริการคลาวด์ / ผู้ประมวลผลข้อมูล
(5) คู่สัญญา / ผู้ให้บริการภายนอก
(6) หน่วยงานภายนอกหรือหน่วยงานรัฐหรือเอกชนที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ สดช.

บางกรณี Prompt หรือไฟล์อาจถูกส่งไปประมวลผลในระบบหรือถูกส่งไปต่างประเทศ

PDPA ไม่ได้ห้ามการโอนข้อมูลไปต่างประเทศในลักษณะห้ามแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (Absolute Prohibition) แต่การโอนต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมาย PDPA กำหนด

ในฐานะที่คุณเป็นผู้ใช้ คุณควรรู้เท่าที่ตรวจสอบได้ว่า
“ข้อมูลอะไรถูกส่งให้ใคร เพื่ออะไร และประมวลผลที่ใด?”
คำว่า “ข้อมูลเก็บอยู่ในประเทศไทย” จึงไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าไม่มีข้อมูลส่วนใดออกไปประมวลผลนอกประเทศไทย เพราะสถานที่เก็บข้อมูลกับสถานที่ประมวลผลอาจไม่ใช่ที่เดียวกัน

6. ระบบเก็บข้อมูลของคุณไว้นานแค่ไหน
ข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภทอาจมีระยะเวลาเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรดู ระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูล (Retention Period) และวิธีลบข้อมูลของบริการในประกาศความเป็นส่วนตัว

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า
“ลบบัญชี ≠ ข้อมูลทุกประเภทถูกลบทันที”
ข้อมูลส่วนบุคคลบางประเภทอาจจำเป็นต้องเก็บต่อช่วงหนึ่งเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย รักษาความมั่นคงปลอดภัย ตรวจสอบ หรือจัดการข้อพิพาท

7. คุณมีสิทธิอะไร และใช้สิทธิอย่างไร
PDPA ให้สิทธิแก่คุณในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ PDPA คุณอาจมีสิทธิที่จะขอเข้าถึง ขอแก้ไข ขอให้ลบ ทำลาย คัดค้านการประมวลผล หรือถอนความยินยอม ทั้งนี้สิทธิเหล่านี้มีเงื่อนไขและข้อยกเว้นตามกฎหมาย PDPA เป็นเรื่อง ๆ ไป

หากผู้ให้บริการ (Provider) นำข้อมูลส่วนบุคคลของคุณไปใช้เพื่อการวิจัย การวิเคราะห์ หรือการปรับปรุงระบบ ผู้ให้บริการก็ต้องมีกลไกในการจัดการหรือรองรับการใช้สิทธิจากคุณ หรือเสนอทางเลือกอื่น ในกรณีที่คุณในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ประสงค์จะให้ข้อมูลส่วนบุคคลบางประเภท

8. กรณีมีปัญหา คุณจะติดต่อใคร?
Privacy Notice ที่ดีควรทำให้คุณในฐานะประชาชนทราบว่าจะติดต่อใครเมื่อมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นช่องทางของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) ในกรณีที่องค์กรมีหรือกฎหมายกำหนดให้ต้องมี
หากต้องการแก้ไขข้อมูล คัดค้านการใช้ข้อมูล หรือพบความผิดปกติ แต่หาไม่เจอว่าจะติดต่อใคร นั่นก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าเราจะเชื่อใจบริการนั้นมากน้อยเพียงใด

ซึ่งในประกาศความเป็นส่วนตัวของ AiPASS ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) คือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ในขณะที่ช่องทางการติดต่อ เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) อยู่ที่งานอีเมลงานสารบรรณ saraban@bde.go.th

9. ข้อมูลที่คุณจะพิมพ์ลงไปใน AiPASS จำเป็นต่อผลลัพธ์ หรือไม่?
นี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดในบรรดาคำถามทั้งหมด

ในการใช้ AI ลองตรวจสอบตัวคุณเองด้วยคำถามย่อยดังนี้

ข้อมูลส่วนบุคคลที่คุณกำลังจะ prompt จำเป็นต่อผลลัพธ์หรือไม่?

สิ่งที่ prompt เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของคุณหรือของคนอื่น?
เป็นข้อมูลส่วนบุคคลลักษณะพิเศษหรือไม่? ข้อมูลส่วนบุคคลลักษณะพิเศษ เช่น ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลศาสนา หรือพฤติกรรมทางเพศ ควรได้รับการพิจารณาก่อนเปิดเผยเพราะอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ หรือ อันตรายแก่สุขภาพชีวิตของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นความลับหรือไม่ควรล่วงรู้ไปถึงบุคคลที่สาม เช่น ข้อมูลคนในครอบครัว ข้อมูลบุตร ธิดา ผู้เยาว์ เบอร์โทรศัพท์ เลขประจำตัวประชาชนหรือข้อมูลทางการเงิน เงินเดือน ที่อาจสร้างผลกระทบสูงหากรั่วไหล รหัสผ่านหรือ OTP ข้อมูลลับขององค์กร และข้อมูลของบุคคลอื่นที่เราอาจไม่มีสิทธินำไปเปิดเผย

หลักคิดง่าย ๆ คือ ใช้ AI ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกอย่างให้ AI รู้ แนวคิดนี้ตรงกับหลักการใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น (Data Minimisation)

จาก AiPASS สู่ Privacy Literacy
หากคุณถามพวกเราว่า “ควรสมัคร AiPASS ไหม?”
คำตอบที่คุณได้รับคงไม่ใช่เพียง Yes หรือ No

เหนือกว่าคำว่า ควร หรือ ไม่ควรนั้น อยู่ที่คุณควรใช้โอกาสนี้ฝึกถามคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองให้มากเพื่อให้เกิด ความรู้และความเข้าใจในการปกป้อง ควบคุม และจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองในโลกดิจิทัล เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูลหรือนำไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งเรียกว่า “Privacy Literacy” ซึ่งเป็น หนึ่งในทักษะดิจิทัล (Digital Skill) ที่คุณในฐานะผู้ใช้งาน Ai ในฐานะ ประชาชน และในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องมี ไม่เฉพาะก่อนใช้ AiPASS แต่ก่อนใช้ AI และบริการดิจิทัลทุกระบบ

ศึกษาบทวิเคราะห์ต่อเนื่องในชุดโครงการ AiPASS & PDPA

หลังจากทำความเข้าใจการปกป้องสิทธิและความตระหนักรู้ในระดับบุคคลแล้ว ท่านสามารถศึกษาความเชื่อมโยงในมิตินโยบายภาครัฐและการกำกับดูแลระดับองค์กรได้ดังนี้:

ย้อนอ่านตอนที่ 2 (มิติการกำกับดูแลและ Privacy Notice ภาครัฐ):

คลิกเลย -> จากโครงการ TH-AI Passport สู่ AiPASS: อ่าน TOR และ Privacy Notice เมื่อวันนี้โจทย์สำคัญของ PDPA ภาครัฐคือ “ความเชื่อมั่น”

เจาะลึกการแปลงข้อกำหนดทางเทคนิคใน TOR สู่แบบแจ้งการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมประเด็นข้อกังวลเรื่อง Data Center และการส่งข้อมูลข้ามแดน

อ่านต่อตอนที่ 4 (มิติการบริหารความเสี่ยงและธรรมาภิบาลระดับองค์กร):

คลิกเลย -> AiPASS กับองค์กร: โอกาสพัฒนาทักษะ AI ของพนักงาน และโจทย์การกำกับการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล

เมื่อพนักงานนำ AiPASS มาใช้ในการทำงาน องค์กรควรมีกรอบนโยบาย AI Governance อย่างไรเพื่อป้องกันข้อมูลความลับทางธุรกิจและข้อมูลลูกค้าไม่ให้รั่วไหล

จากโครงการ TH-AI Passport สู่ AiPASS อ่าน TOR และ Privacy Notice เมื่อวันนี้โจทย์สำคัญของ PDPA ภาครัฐคือ “ความเชื่อมั่น”

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร
นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย
ผู้ก่อตั้งสื่อ PDPA Thailand

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ผมเคยเขียน บทความวิจารณ์ TOR โครงการ TH-AI Passport ในมุมของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)

https://tpdpa.or.th/tor-th-ai-passport-pdpa-analysis/

ตอนนั้นผมตั้งคำถามหลายเรื่อง ตั้งแต่ใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ใช้ฐานกฎหมายอะไร ข้อมูลจะถูกส่งไปไหน ไปจนถึงการใช้ Prompt, File และข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 โครงการเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน AiPASS และมีเอกสารเพิ่มเติมให้ศึกษา ทั้ง Terms and Conditions, Privacy Notice ฉบับที่ 1.0 และ FAQ ทำให้หลายคำถามที่เคยมีเริ่มเห็นคำตอบมากขึ้น

ภายหลังมีการเผยแพร่รายละเอียดของสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ทำให้ทราบว่า TOR เป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา ผนวก 1 ของสัญญาหลัก และมีการแก้ไข TOR บางข้อผ่านสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ขณะที่ข้อความในสัญญาหลักที่ไม่ได้แก้ไขยังคงมีผลผูกพันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่ได้เห็นสัญญาหลักและเอกสารแนบท้ายทั้งหมด การวิเคราะห์ในบทความนี้จึงไม่ควรนำ TOR หรือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งมาสรุปว่าการดำเนินงานผิดสัญญา แต่จะใช้เอกสารเหล่านี้ประกอบกับ Terms and Conditions, Privacy Notice และ FAQ เพื่อพิจารณาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

อีกเรื่องที่ต้องแยกให้ชัดคือ TH-AI Passport เป็นชื่อโครงการ ส่วน AiPASS เป็นแพลตฟอร์มภายใต้โครงการ ดังนั้นบทความนี้ไม่ได้พยายามสรุปว่าโครงการผิด PDPA หรือผิดสัญญา แต่จะดูว่า จากสิ่งที่เปิดเผยต่อประชาชน วันนี้มีคำตอบเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลแค่ไหน และยังมีอะไรที่ควรอธิบายให้ชัดขึ้น

1.หลายคำถามจาก TOR วันนี้มีคำตอบแล้ว

เรื่องแรกที่ชัดขึ้นคือ ใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล โดย Terms and Conditions ข้อ 4 และ Privacy Notice ข้อ 1.2 ระบุว่า สดช. เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) เรื่องนี้จึงไม่ต้องคาดเดาเหมือนตอนอ่าน TOR

Privacy Notice ยังแยกวัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ระยะเวลาเก็บ ผู้รับข้อมูล การส่งข้อมูลต่างประเทศ และสิทธิของเจ้าของข้อมูลไว้ละเอียดกว่าที่เห็นใน TOR มาก ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดี

แต่ยังมีบางจุดที่ควรทำให้สอดคล้องกัน เช่น บางวัตถุประสงค์เขียนว่าใช้ทั้งฐานสัญญาและฐานภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ระบุมาตรา 24(4) เพียงมาตราเดียว ขณะที่ฐานสัญญาอยู่ในมาตรา 24(3) ส่วนการวิจัยและพัฒนา National LLM ปัจจุบัน Privacy Notice ระบุมาตรา 24(4) จึงควรอธิบายให้ชัดว่าการวิจัยดังกล่าวอยู่ภายใต้ภารกิจของ สดช. อย่างไร และมีส่วนใดที่ต้องพิจารณาฐานการวิจัยตามมาตรา 24(1) เพิ่มเติมหรือไม่

สำหรับผม ประเด็นเหล่านี้แก้ได้ด้วยการทำ Lawful Basis Mapping ให้ตรงกับการทำงานจริง และยังไม่ใช่เหตุที่จะสรุปว่าโครงการใช้ข้อมูลได้หรือไม่ได้

2.ข้อมูลไม่ได้อยู่แค่ในระบบ AiPASS และความรับผิดชอบก็ไม่ได้อยู่ที่ผู้รับจ้างหลักเพียงรายเดียว

สิ่งที่สำคัญกว่า Privacy Notice คือ เมื่อข้อมูลเดินทางต่อไปหาองค์กรอื่น ใครรับผิดชอบอะไรในแต่ละช่วง

ผู้รับจ้างหลักซึ่งพัฒนาและดูแลระบบน่าจะเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) ในกิจกรรมที่ทำตามคำสั่งของ สดช. มาตรา 40 กำหนดหน้าที่ไว้ทั้งการทำตามคำสั่ง การรักษาความมั่นคงปลอดภัย การแจ้ง Data Controller เมื่อเกิดเหตุละเมิด และการจัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผล ดังนั้นหน้าที่ของผู้รับจ้างไม่ได้มีแค่ทำให้ระบบใช้งานได้ แต่ต้องทำให้ข้อมูลถูกใช้ตามคำสั่งและวัตถุประสงค์ที่กำหนดด้วย

Privacy Notice ข้อ 4.4 ก็ระบุว่าผู้ให้บริการระบบหรือ Cloud ที่ประมวลผลตามคำสั่งของโครงการเป็น Data Processor ขณะที่ TOR ข้อ 4.10 ห้ามผู้รับจ้างนำข้อมูลของโครงการไปใช้เพื่อกิจการอื่นนอกเหนือจากที่ สดช. อนุญาต แต่การให้ผู้รับจ้างดำเนินการไม่ได้ทำให้หน้าที่ของ สดช. ในฐานะ Data Controller หายไป สดช. ยังต้องกำกับและสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้รับจ้างทำตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายจริง

เรื่องนี้สำคัญเพราะ FAQ ระบุว่า AiPASS เชื่อม AI จาก 14 ค่าย มากกว่า 30 โมเดล และโครงการยังอาจมี Cloud ผู้จัดอบรม Call Center ผู้จัดกิจกรรม หรือบริษัทที่ดูแลระบบบางส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการเหล่านี้อาจเป็น Sub-processor หากประมวลผลตามคำสั่งที่ส่งต่อมาจากผู้รับจ้างหลัก หรืออาจมีสถานะอื่นในบาง Processing Activity หากใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ที่ตนกำหนดเอง

ดังนั้น DPA ระหว่าง สดช. กับผู้รับจ้างหลักต้องเข้มพอที่จะทำให้ข้อกำหนดเรื่องการใช้ข้อมูล การรักษาความปลอดภัย การลบข้อมูล การแจ้งเหตุละเมิด และการห้ามนำข้อมูลไปใช้ต่อ ไหลลงไปถึงผู้ให้บริการในทุกทอดได้จริง ผู้รับจ้างหลักก็ควรรู้ว่า Sub-processor มีใครบ้าง ได้ข้อมูลอะไร เก็บที่ไหน ใครเข้าถึงได้ และเมื่อจบงานต้องลบหรือคืนข้อมูลอย่างไร ทั้งนี้ Processor มีหน้าที่จัดทำบันทึกตามมาตรา 40(3) อยู่แล้ว ส่วน Processor/Sub-processor Register เป็นเครื่องมือกำกับที่ช่วยให้ตรวจสอบสายการประมวลผลได้ง่ายขึ้น

อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องแยกออกมาคือสมาคม สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่ช่วยประชาสัมพันธ์หรือรวบรวมผู้สมัคร หากเพียงส่ง Link หรือ QR Code แล้วประชาชนสมัคร AiPASS เอง ก็แทบไม่มีการแบ่งปัน Personal Data ระหว่างองค์กร แต่ถ้ามีการรวบรวมรายชื่อส่งเข้าโครงการ หรือมีคะแนน ผลการเรียน หรือข้อมูลการใช้บริการส่งกลับไปยังต้นสังกัด ก็เกิด Data Sharing ขึ้นแล้ว และต้องตอบให้ได้ว่าแต่ละฝ่ายมีบทบาทอะไร ใช้ฐานกฎหมายใด ใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์อะไร และได้แจ้งเจ้าของข้อมูลไว้อย่างไร

แต่การมีผู้รับจ้างหรือผู้รับจ้างช่วงไม่ได้ทำให้หน้าที่ของ สดช. ในฐานะ Data Controller หายไป ขณะเดียวกันผู้รับจ้างและผู้รับจ้างช่วงก็มีหน้าที่ของตนตามบทบาทและ Processing Activity ที่ทำจริง

3.ส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ควรอธิบายให้ชัด

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากคือ Data Localization กับการส่งข้อมูลไปต่างประเทศ

TOR มีทั้งวัตถุประสงค์ให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้ AI ถูกจัดเก็บและประมวลผลในประเทศไทย ข้อกำหนดเฉพาะให้ข้อมูลการลงทะเบียนอยู่ในประเทศไทย และกำหนดให้ Main Data Center ตั้งอยู่ในประเทศไทย ขณะที่ Privacy Notice ระบุว่า Prompt และ File อาจถูกส่งไปประมวลผลกับ AI Provider ต่างประเทศ จึงมีคนตั้งข้อสังเกตว่าการทำงานแบบนี้อาจไม่สอดคล้องกับ TOR

จากรายละเอียดสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมที่เผยแพร่ ไม่ปรากฏว่ามีการแก้ข้อความใน TOR ส่วนที่ผมยกมาวิเคราะห์เรื่องการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อทราบแล้วว่า TOR เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา คำถามเรื่อง Cross-border Processing จึงไม่ใช่เพียงเรื่องที่ Privacy Notice ต้องอธิบายตาม PDPA แต่ยังควรอธิบายด้วยว่าการดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกำหนดในสัญญาทั้งชุดอย่างไร

สิ่งที่ควรชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายคือ ข้อมูลประเภทใดอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลประเภทใดถูกส่งออก Provider ใดรับข้อมูล ประมวลผลที่ Region ไหน เก็บไว้นานเท่าใด และใช้กลไกตามมาตรา 28 หรือ 29 ของ PDPA อย่างไร เพราะ PDPA ไม่ได้ห้ามการส่งข้อมูลไปต่างประเทศโดยเด็ดขาด แต่กำหนดเงื่อนไขและมาตรการที่ต้องปฏิบัติตาม

ขณะเดียวกัน การปฏิบัติให้ถูกต้องตาม PDPA กับการปฏิบัติให้สอดคล้องกับสัญญาเป็นคนละเรื่องกัน การส่งข้อมูลอาจผ่านเงื่อนไขตาม PDPA แต่ยังต้องตรวจอีกชั้นว่าสอดคล้องกับสัญญาที่ลงนามจริงหรือไม่

ถ้าอธิบาย Data Flow ตรงนี้ได้ชัด ความกังวลเรื่อง “ข้อมูลออกนอกประเทศ” จะลดลงมาก เพราะคนจะเห็นภาพว่าอะไรออก อะไรไม่ออก และออกไปเพื่อทำอะไร

4.National LLM ต้องแยกจากการที่ AI Provider นำข้อมูลไป Train

ใน TOR เดิมผมยังไม่พบเรื่อง National LLM โดยตรง แต่ Terms and Conditions และ Privacy Notice ปัจจุบันระบุชัดว่า ข้อมูลที่เกิดจากการใช้ AiPASS อาจถูกนำไปใช้เพื่อการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการพัฒนา National LLM

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าระบบจะนำ Prompt หรือ Chat ที่ยังระบุตัวบุคคลได้ไป Train National LLM โดยตรง เพราะ Terms ข้อ 9.2 ระบุว่า User Content ที่ใช้เพื่อ National LLM จะใช้เฉพาะข้อมูลที่ผ่าน De-identification หรือ Anonymization แล้ว

สิ่งที่ควรอธิบายคือ จากข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างใช้ AiPASS ไปจนถึง Dataset สำหรับ National LLM มีขั้นตอนอย่างไร Anonymization เกิดเมื่อใด และกรณีที่ Terms ข้อ 6.8 กล่าวถึง Pseudonymisation มีการใช้ข้อมูลลักษณะนี้ในขั้นตอนใด

ส่วน Sensitive Personal Data ยิ่งต้องอธิบายให้ชัด เพราะ Privacy Notice ระบุว่า หากผู้ใช้ป้อนเข้ามา จะใช้เพียงเพื่อสร้างคำตอบ ดังนั้นข้อมูลประเภทนี้ก็ควรถูกกันออกจาก Research หรือ National LLM ด้วย

อีกเรื่องที่ต้องแยกคือ FAQ ระบุว่า AI Provider ถูกห้ามนำข้อมูลของผู้ใช้ไป Train Model ของตน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการที่โครงการนำข้อมูลที่ผ่านกระบวนการตามที่กำหนดไปพัฒนา National LLM อย่างไรก็ดี FAQ ใช้ถ้อยคำว่ามีข้อตกลงห้าม AI Provider นำข้อมูลไป Train Model ขณะที่ Terms ข้อ 6.8 ใช้ถ้อยคำว่า Opt-out ในทุกกรณีที่ Provider เปิดให้ดำเนินการได้ ถ้อยคำสองส่วนนี้จึงควรอธิบายให้ตรงกัน ทั้งนี้ Terms ข้อ 6.8 ยังให้สิทธิผู้ใช้คัดค้านการประมวลผลเพื่อพัฒนาโมเดล จึงควรอธิบายด้วยว่าเมื่อผู้ใช้คัดค้านแล้วมีผลต่อ Data Pipeline อย่างไร

5.Prompt Monitoring และ Temporary Chat เป็นเรื่องที่ต้องอธิบายมากกว่าแค่ Privacy Notice

Privacy Notice วัตถุประสงค์ข้อ 13 ระบุถึงการตรวจสอบการใช้งานที่อาจขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคง และระบุว่าอาจมี Human Review ก่อนจำกัดสิทธิหรือส่งข้อมูลต่อ

ข้อมูลนี้เพียงพอให้ประชาชนตั้งคำถาม แต่ยังไม่เพียงพอให้สรุปว่า “เจ้าหน้าที่อ่านทุก Prompt”

สิ่งที่ควรอธิบายคือ ระบบตรวจทุกข้อความหรือเฉพาะบางกรณี ใช้อะไรเป็น Trigger เจ้าหน้าที่เห็นข้อมูลแค่ไหน ใครมีสิทธิเปิดดู และการเปิดดูทุกครั้งมี Audit Trail หรือไม่

อีกเรื่องที่ควรอธิบายคือ หากผู้ใช้ต้องการตรวจสอบว่าข้อมูลของตนถูกเปิดเผยหรือส่งต่อให้หน่วยงานใด จะสามารถขอข้อมูลดังกล่าวได้ในขอบเขตใดตาม PDPA

Temporary Chat ก็มีประเด็นคล้ายกัน Privacy Notice ระบุว่าสามารถเก็บข้อมูลการสนทนาไว้ภายใน 1 ปี แม้ชื่อ Temporary อาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าไม่เก็บหรือเก็บเพียงช่วงสั้น ๆ

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ Retention Policy แต่เป็นเรื่องการสื่อสารด้วย แม้ Privacy Notice จะบอกระยะเวลาเก็บแล้ว แต่ยังควรอธิบายให้ผู้ใช้เข้าใจว่า Temporary Chat ต่างจาก Chat ปกติอย่างไร และคำว่า Temporary หมายถึงอะไรในทางปฏิบัติ

เช่นเดียวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูล แม้กฎหมายจะมีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น ประโยชน์สาธารณะ แต่ข้อยกเว้นเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าสามารถปฏิเสธสิทธิหรือเก็บข้อมูลต่อได้โดยไม่ต้องอธิบายเหตุผล ความจำเป็น และฐานกฎหมาย

6.ปัญหาใหญ่ของโครงการนี้ ณ ตอนนี้ อาจไม่ใช่ Privacy Notice แต่คือ Privacy Trust

เมื่อมองทุกประเด็นรวมกัน ผมคิดว่ากิจกรรมประมวลผลหลายอย่างของ AiPASS ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ การยืนยันตัวตน การเก็บ Log การส่ง Prompt ไปยัง AI Provider การตรวจจับ Abuse หรือการเก็บข้อมูลไว้ระยะหนึ่ง เป็นสิ่งที่พบได้ในบริการดิจิทัลทั่วไป

คำถามที่สำคัญกว่าคือ ทำไปเพื่ออะไร จำเป็นแค่ไหน ใครเข้าถึง และตรวจสอบได้หรือไม่

ความกังวลของประชาชนจึงมาจากสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือการสื่อสารของโครงการ ซึ่งบางส่วนยังเป็นภาษากฎหมายหรือภาษาระบบมากเกินไป อีกเรื่องคือความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานผู้ถือข้อมูล โดยเฉพาะความกังวลว่าข้อมูลจะรั่ว หรือคนที่มีสิทธิเข้าถึงจะนำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ดังที่เคยปรากฏเป็นข่าวมาก่อน

ความเสี่ยงจึงไม่ได้มีเฉพาะ Hacker แต่รวมถึงคนที่ “มีสิทธิ” เข้าถึงข้อมูลด้วย

ตรงนี้ผมอยากเห็นมากกว่าคำว่า “ระบบมีมาตรฐานความปลอดภัย” แต่อยากรู้ว่าใครเปิดดูข้อมูลได้ เปิดดูได้เมื่อไร ทุกการเข้าถึงถูกบันทึกหรือไม่ มีการทบทวนสิทธิหรือไม่ และถ้ามีคนใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ ระบบจะตรวจพบและจัดการอย่างไร รวมถึงประชาชนที่ลงทะเบียนใช้บริการมีสิทธิอะไรบ้างตาม PDPA

เพราะนี่คือสิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า Privacy Notice ที่ยาวขึ้นอีกหลายหน้า

นอกจากนี้ผมยังเห็นว่า การจัดการโครงการที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของรัฐควรนำหลัก Privacy by Design / by Default มาใช้ รวมถึงการทำ DPIA อย่างจริงจัง ซึ่งจะมีประโยชน์มากกับโครงการลักษณะนี้ เพราะมีทั้งการเชื่อมตัวตน การใช้ AI หลาย Provider, National LLM, Cross-border Processing, Profiling และ Content Monitoring หากโครงการได้ทำแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทั้งฉบับ แต่อาจเปิดเผย Summary ว่าประเมินเรื่องอะไร พบความเสี่ยงอะไร และมีมาตรการลดความเสี่ยงอย่างไร

และจากเอกสารสาธารณะที่ผมตรวจสอบได้จนถึงขณะนี้ ยังไม่เห็นข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ DPO ของ สดช. ได้มีบทบาทหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของโครงการนี้อย่างไร

7.ในฐานะสมาคมวิชาชีพ ผมยังอยากได้คำตอบจาก สดช. 6 เรื่อง

  1. เมื่อ TOR เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลักและมีสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ข้อกำหนดเรื่อง Personal Data, Data Localization, Cross-border Processing และ AI Provider เมื่ออ่านเอกสารสัญญาทั้งชุดประกอบกันควรตีความและนำไปปฏิบัติอย่างไร
  2. Data Flow จริงเป็นอย่างไร ใครเข้าถึง Prompt, File, Conversation และข้อมูลระบุตัวตนได้ ข้อมูลถูกส่งต่อให้ผู้รับจ้างช่วงหรือหน่วยงานใดบ้าง มีข้อมูลอะไรส่งกลับไปยังสมาคม สถานศึกษา หรือต้นสังกัดหรือไม่ และทุกการเข้าถึงตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่
  3. DPA ระหว่าง สดช. กับผู้รับจ้างครอบคลุม AI Provider, Cloud และ Sub-processor ทุกทอดหรือไม่ รวมถึงเรื่อง No-training, Breach Notification การลบข้อมูล และการกำกับว่าผู้รับจ้างช่วงใช้ข้อมูลได้เพียงใด
  4. ข้อมูลจาก AiPASS ถูกคัดเลือกและผ่าน De-identification หรือ Anonymization ณ จุดใดก่อนนำไปพัฒนา National LLM, Sensitive Personal Data ถูกกันออกอย่างไร และเมื่อผู้ใช้คัดค้านการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาโมเดล ระบบดำเนินการอย่างไร
  5. Temporary Chat, Content Monitoring และคำว่า “จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ” มีหลักเกณฑ์ในทางปฏิบัติอย่างไร ไม่ใช่เพียงเขียนไว้ใน Privacy Notice
  6. มีการทำ DPIA แล้วหรือไม่ และหากทำแล้ว สามารถเปิดเผยสาระสำคัญในระดับที่ประชาชนเข้าใจได้หรือไม่

สำหรับผม การที่โครงการยังไม่ตอบคำถามเหล่านี้ ไม่ใช่เหตุให้สรุปว่า AiPASS ทำผิด PDPA แต่ก็คงไม่เหมาะที่จะบอกประชาชนว่าไม่มีอะไรต้องกังวล

เมื่อ Privacy Notice มีหน้าที่บอกประชาชนว่าจะทำอะไรกับข้อมูล ส่วน Accountability คือการพิสูจน์ว่าสิ่งที่บอกนั้นเกิดขึ้นจริง และ Trust จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประชาชนเชื่อได้ว่า ข้อมูลของเขาจะถูกใช้ตามวัตถุประสงค์ คนที่ไม่ควรเห็นจะไม่เห็น คนที่มีสิทธิเห็นจะเปิดดูได้เฉพาะเมื่อมีเหตุ และทุกอย่างตรวจสอบย้อนหลังได้

ดังนั้น สิ่งที่โครงการควรทำต่ออาจไม่ใช่เขียน Privacy Notice ให้ยาวขึ้น แต่คืออธิบายเรื่องที่ประชาชนกำลังกังวลให้ชัด และแสดงให้เห็นว่าระบบจริงทำตามสิ่งที่บอกไว้อย่างไร

ถ้า TH-AI Passport ทำเรื่องนี้ได้ โครงการนี้อาจไม่เพียงช่วยให้คนไทยเข้าถึง AI แต่ยังเป็นตัวอย่างว่าโครงการ AI ของรัฐจะใช้ข้อมูลไปพร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างไร

หมายเหตุ: บทความนี้วิเคราะห์จาก TOR รายละเอียดสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เผยแพร่ รวมถึง Terms and Conditions, Privacy Notice และ FAQ ที่ผู้เขียนสามารถและการแถลงข่าวของโครงการนี้ของ สดช. ซึ่งตรวจสอบได้ถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2569 หากมีข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมที่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง ผู้เขียนพร้อมปรับปรุงเนื้อหาให้ถูกต้องต่อไป

ศึกษาบทวิเคราะห์ต่อเนื่องในชุดโครงการ AiPASS & PDPA

การทำความเข้าใจมิติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของโครงการ AiPASS อย่างรอบด้าน จำเป็นต้องมองทั้งในระดับโครงสร้างนโยบาย สัญญาจ้าง และการตระหนักรู้ของผู้ใช้งาน:

ย้อนอ่านตอนที่ 1 (มิติสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ):

คลิกเลย -> TOR โครงการ TH-AI Passport กับประเด็น PDPA: เผย 12 สิ่งที่ควรเพิ่มเพื่อยกระดับความปลอดภัยข้อมูลประชาชน

ร่วมทบทวนจุดเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ร่าง TOR ข้อกังวลเรื่องการบันทึกประวัติและพฤติกรรมการพิมพ์ (Prompt) และข้อเสนอแนะ 12 ประการในการกำกับดูแลผู้รับจ้าง

อ่านต่อตอนที่ 3 (มิติการคุ้มครองสิทธิสำหรับผู้ใช้งาน):

คลิกเลย -> สร้างความตระหนักรู้เรื่องความเป็นส่วนตัว จาก AiPASS คำถามที่ต้องถามตนเองก่อนใช้

เมื่อระบบเปิดให้ใช้งานจริง ประชาชนในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลควรเตรียมตัวอย่างไร? เช็กลิสต์คำถามสำคัญด้าน Privacy ที่ทุกคนควรพิจารณาก่อนเริ่มป้อนคำสั่งและส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ AI ภาครัฐ

การเลิกจ้างลูกจ้างด้วยระบบ AI ของ Meta การปะทะกันระหว่างสิทธิของนายจ้างกับสิทธิความเป็นส่วนตัวสากล

โดย นางสาวมยุรี ชวนชม
กรรมการและประธานฝ่ายส่งเสริมสิทธิ
สมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย

เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กลายเป็น “ผู้ตัดสินชะตากรรม” ของลูกจ้าง

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ที่จากเดิมใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร (Decision Support System) กลายเป็นการพัฒนาไปสู่ระบบที่สามารถวิเคราะห์ ประเมิน และเสนอผลการตัดสินใจแทนมนุษย์ในหลายกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาบุคลากร การประเมินผลการปฏิบัติงาน การกำหนดค่าตอบแทน ตลอดจนการเลิกจ้างลูกจ้าง แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดอคติของมนุษย์ในบางกรณี แต่เมื่อระบบดังกล่าวเข้าไปมีบทบาทในการกำหนด “อนาคตของชีวิตคน” คำถามสำคัญจึงมิใช่เพียงว่า AI มีความแม่นยำเพียงใด แต่คือ AI มีความยุติธรรมเพียงพอหรือไม่

ข่าวใหญ่ช่วงนี้คือเรื่องที่ลูกจ้างของ Meta Platforms Inc. (หรือ Facebook) หลายสิบคนร่วมกันยื่นฟ้องบริษัท ต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา ในประเด็นที่ว่าบริษัทใช้ระบบ AI ภายในองค์กรในการประเมินและคัดเลือกลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้างจำนวนหลายพันคน โดยระบบดังกล่าวอาศัยข้อมูลพฤติกรรมการทำงาน เช่น การใช้งานคอมพิวเตอร์ จำนวนครั้งของการกดแป้นพิมพ์ (Keystroke) ระยะเวลาการออนไลน์ และกิจกรรมต่าง ๆ ในระบบของบริษัท ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นไปจัดอันดับลูกจ้างโดยอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อลูกจ้างที่อยู่ระหว่างลาคลอด ลาป่วย หรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ จนถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มี “ผลงานต่ำ” ทั้งที่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย

กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างหรือการเลิกจ้างทั่วไป แต่สะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่าง สิทธิของนายจ้างในการบริหารจัดการองค์กร กับ สิทธิในความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งได้รับการรับรองภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทั่วโลก

 

สิทธิของนายจ้างในการบริหารจัดการองค์กร สิทธิที่มีขอบเขตไม่ใช่อำนาจที่ไร้ขีดจำกัด

ในการบริหารงาน นายจ้างย่อมมีสิทธิบริหารจัดการกิจการ (Managerial Prerogative) ซึ่งครอบคลุมถึงการกำหนดนโยบายองค์กร การประเมินผลการปฏิบัติงาน การโยกย้ายตำแหน่ง และการเลิกจ้างเพื่อประสิทธิภาพขององค์กร สิทธิดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากเสรีภาพในการประกอบธุรกิจ (Freedom to Conduct Business) ซึ่งได้รับการรับรองในหลายประเทศ รวมทั้งเป็นหลักการสำคัญของเศรษฐกิจเสรี

ในยุคดิจิทัลที่นำ AI เข้ามาช่วยประเมินประสิทธิภาพของลูกจ้างจึงถือเป็นวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่องค์กรจำนวนมากเลือกใช้ เนื่องจากสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ ลดต้นทุน และสร้างมาตรฐานเดียวกันในการประเมิน อย่างไรก็ตามสิทธิของนายจ้างมิใช่สิทธิสัมบูรณ์ (Absolute Right)

หลักนิติรัฐ (Rule of Law) กำหนดให้การใช้อำนาจของนายจ้างต้องอยู่ภายใต้หลัก

  1. ความจำเป็น (Necessity) และความได้สัดส่วน (Proportionality) 
  2. ความโปร่งใส (Transparency) และความรับผิดชอบ (Accountability) 
  3. การไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination) ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

หากการใช้ AI ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง สิทธิดังกล่าวย่อมต้องถูกจำกัด

 

สิทธิความเป็นส่วนตัว ไม่สิ้นสุดเมื่อเข้าสู่สถานที่ทำงาน

ในอดีตนายจ้างจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า เมื่อลูกจ้างใช้อุปกรณ์ของบริษัท นายจ้างย่อมมีสิทธิตรวจสอบทุกกิจกรรมได้โดยไม่มีข้อจำกัด แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกท้าทายในยุคปัจจุบัน สิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy) ได้รับการรับรองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตาม ข้อ 12 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) และ ข้อ 17 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) ซึ่งห้ามมิให้บุคคลถูกแทรกแซงความเป็นส่วนตัวโดยพลการหรือโดยมิชอบด้วยกฎหมาย 

สำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 32 รับรองว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว และการกระทบต่อสิทธิดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย

ในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) กำหนดหลักการสำคัญหลายประการ ได้แก่

          มาตรา 19 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขอความยินยอม ซึ่งต้องกระทำโดยชัดแจ้ง เป็นอิสระ และสามารถถอนความยินยอมได้

          มาตรา 23 กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งรายละเอียดการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice)

          มาตรา 24 กำหนดฐานกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ต้องอาศัยความยินยอม เช่น ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interests) แต่ต้องไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลเกินสมควร

          มาตรา 26 กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) เช่น ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลชีวภาพ ซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองในระดับที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

หลักการสำคัญคือบุคคลมิได้สูญเสียสิทธิในความเป็นส่วนตัวเพียงเพราะเข้าสู่สถานที่ทำงาน ดังนั้นการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการทำงานของลูกจ้าง จึงต้องอยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวลาเข้าออกระบบ ประวัติการใช้อินเทอร์เน็ต ตำแหน่งที่ตั้ง (Location Data) การกดแป้นพิมพ์ การบันทึกหน้าจอ การติดตาม Mouse Movement การวิเคราะห์ Productivity Score ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” ที่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้

เมื่อ AI วิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง นักกฎหมายยุโรปเรียกว่า Workplace Surveillance หรือการเฝ้าระวังลูกจ้างด้วยเทคโนโลยี ซึ่งสร้างผลกระทบต่อเสรีภาพ ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยตรง ดังนั้นแม้นายจ้างจะอาศัยฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายในการติดตามการทำงานของลูกจ้าง แต่ก็ต้องพิสูจน์ได้ว่าการเก็บข้อมูลมีความจำเป็น ได้สัดส่วน และไม่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้างเกินสมควร

 

เมื่อ AI กลายเป็น “ผู้พิพากษา”

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในคดี Meta ไม่ใช่เพียงการเก็บข้อมูลแต่คือการปล่อยให้ AI เป็นผู้จัดอันดับลูกจ้างโดยอัตโนมัติระบบอัลกอริทึมไม่สามารถเข้าใจบริบทของมนุษย์ได้เหมือนมนุษย์ด้วยกัน AI ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ลูกจ้างกำลังลาคลอด ลูกจ้างกำลังรักษาโรคมะเร็ง ลูกจ้างใช้สิทธิลาป่วยตามกฎหมาย ลูกจ้างเป็นผู้พิการที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เมื่อระบบวัดเพียง “กิจกรรมบนหน้าจอ” บุคคลที่ไม่มีการใช้งานคอมพิวเตอร์ย่อมได้รับคะแนนต่ำโดยอัตโนมัติ และอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเลิกจ้าง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Automation Bias และ Algorithmic Discrimination คือ อัลกอริทึมมิได้มีอคติด้วยตนเอง แต่เรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์ป้อนเข้าไป หากข้อมูลตั้งต้นมีอคติหรือเลือกตัวชี้วัดที่ไม่เหมาะสม AI ก็จะขยายอคตินั้นให้รุนแรงยิ่งขึ้น ในบริบทของการจ้างงาน ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มเปราะบาง ทั้งสตรีมีครรภ์ ผู้พิการ และผู้ที่ใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

 

กฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ระหว่าง GDPR , PDPA (ไทย) และกฎหมายของสหรัฐอเมริกา

เมื่อองค์กรนำ AI มาใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานและคัดเลือกลูกจ้างเพื่อการเลิกจ้าง ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงข้อกฎหมายแต่ต้องเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกจ้างด้วย ซึ่งแต่ละประเทศจะมีกฎหมายแตกต่างกันตามหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิมนุษยชน

 

สหภาพยุโรป GDPR กับหลักการ “มนุษย์ต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย”

สหภาพยุโรปถือเป็นเขตอำนาจที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมากที่สุด โดยเฉพาะ Article 22 ของ GDPR ซึ่งกำหนดให้บุคคลมีสิทธิที่จะไม่ตกอยู่ภายใต้การตัดสินใจที่อาศัยการประมวลผลอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว (Automated individual decision-making, including profiling) หากการตัดสินใจนั้นก่อให้เกิดผลกระทบทางกฎหมายหรือผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อบุคคล

การเลิกจ้างถือเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการทำงาน รายได้ สวัสดิการ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น หาก Meta ใช้ AI เป็นผู้คัดเลือกลูกจ้างโดยไม่มีการทบทวนอย่างแท้จริงจากผู้บริหารที่เป็นมนุษย์ (Meaningful Human Review) การดำเนินการดังกล่าวอาจขัดต่อ Article 22 ของ GDPR ได้อย่างชัดเจน 

นอกจากนี้ GDPR ยังยึดหลักความโปร่งใส (Transparency) และ การเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น (Data Minimization) ซึ่งกำหนดให้องค์กรต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบอย่างชัดเจนว่ามีการเก็บข้อมูลประเภทใด ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร และเก็บเท่าที่จำเป็นเท่านั้น การติดตามการกดแป้นพิมพ์ การเคลื่อนไหวของเมาส์ หรือการบันทึกพฤติกรรมการทำงานอย่างละเอียด จึงอาจถูกมองว่าเป็นการเฝ้าระวังที่เกินความจำเป็น (Excessive Workplace Surveillance)

ภายใต้กรอบของ GDPR ประเด็นคำถามสำคัญคือ “AI มีสิทธิเป็นผู้ตัดสินอนาคตของมนุษย์หรือไม่”

 

ประเทศไทย PDPA กับความท้าทายของการกำกับดูแล AI

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ของไทยยังไม่มีบทบัญญัติที่เทียบเท่า Article 22 ของ GDPR อย่างชัดเจน คือยังไม่ได้กำหนดสิทธิในการคัดค้านการตัดสินใจด้วยระบบอัตโนมัติไว้โดยตรง แต่ก็มิได้หมายความว่านายจ้างสามารถใช้ AI ได้โดยปราศจากข้อจำกัด เพราะ PDPA ยังคงกำหนดหลักการสำคัญ ได้แก่

          หลักฐานทางกฎหมายในการประมวลผลข้อมูล (Lawful Basis) 

          หลักความโปร่งใส (Transparency) 

          หลักจำกัดวัตถุประสงค์ (Purpose Limitation) 

           หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality) 

          หลักความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Security) 

หากองค์กรเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกจ้างผ่านระบบติดตามการใช้งานคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า หรือไม่มีนโยบาย Workplace Privacy Policy ที่ชัดเจน ย่อมมีความเสี่ยงต่อการฝ่าฝืน PDPA ได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ การลาป่วย หรือความพิการของลูกจ้างถือเป็น ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) หากนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นปัจจัยในการลดคะแนนหรือเลิกจ้าง ย่อมอาจขัดต่อมาตรา 26 ของ PDPA และอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

แม้กฎหมายไทยยังไม่มีกลไกควบคุม AI โดยตรง แต่หลักการใช้พื้นฐานของกฎหมาย PDPA ก็เพียงพอที่จะจำกัดการใช้ AI ที่ละเมิดสิทธิของลูกจ้าง

 

สหรัฐอเมริกากับการคุ้มครองผ่านกฎหมายลูกจ้างมากกว่ากฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล

สหรัฐอเมริกาต่างจาก EU หรือประเทศไทย เพราะยังไม่มีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลระดับประเทศที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทำให้นายจ้างมีอำนาจค่อนข้างกว้างในการติดตามการใช้งานอุปกรณ์ของบริษัท อย่างไรก็ตามการใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างได้

กฎหมายเกี่ยวกับลูกจ้างของสหรัฐอเมริกา เช่น พระราชบัญญัติการลาเพื่อครอบครัวและสุขภาพ (Family and Medical Leave Act (FMLA) และพระราชบัญญัติคนพิการของอเมริกา Americans with Disabilities Act (ADA) ห้ามมิให้นายจ้างใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการลาป่วย การลาคลอด หรือความพิการมาเป็นเหตุในการลดคะแนนหรือเลิกจ้างลูกจ้าง นอกจากนี้หลายรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด และอิลลินอยส์ ได้เริ่มออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับดูแลระบบ Automated Decision Systems โดยกำหนดให้องค์กรต้องตรวจสอบความลำเอียง (Algorithmic Bias Audit) และประเมินผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนก่อนนำ AI มาใช้ในเรื่องการจ้างงาน

 

Human in the loop หลักการที่โลกยอมรับ

AI ไม่ควรเป็น “ผู้ตัดสิน” แต่ควรเป็น “ผู้ช่วยตัดสิน” หลัก Human in the loop จึงได้รับการยอมรับทั้งใน GDPR, OECD AI Principles, UNESCO Recommendation on the Ethics of AI และ EU AI Act โดยมี 3 หลักการดังนี้

  1. AI สามารถเสนอผลการวิเคราะห์ได้ แต่มนุษย์ต้องเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจขั้นสุดท้าย 
  2. ผู้ได้รับผลกระทบต้องมีสิทธิอุทธรณ์หรือขอให้มีการทบทวนโดยมนุษย์ 
  3. องค์กรต้องอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจได้ (Explainability) 

การมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการไม่ใช่เพียงลงนามรับรองผลของ AI แต่ต้องเป็นการพิจารณาข้อมูลทั้งหมด รวมถึงบริบทของลูกจ้าง สุขภาพ ภาระครอบครัว สิทธิการลาตามกฎหมาย และปัจจัยอื่นที่อัลกอริทึมไม่สามารถเข้าใจได้

 

บทสรุป

ข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับการเลิกจ้างลูกจ้างด้วย AI ของ Meta ณ ตอนนี้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองจากศาล และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีควรมีบทบาทเพียงใดในการกำหนดชะตากรรมของมนุษย์

แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อการตัดสินใจนั้นกระทบต่อสิทธิในการทำงาน ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปล่อยให้อัลกอริทึมเป็นผู้ตัดสินเพียงลำพังย่อมไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล

อนาคตของการกำกับดูแล AI ไม่ได้อยู่ที่การห้ามใช้เทคโนโลยี หากแต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่มี ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การตรวจสอบได้ และการมีมนุษย์ร่วมรับผิดชอบในการตัดสินใจ (Human in the loop)

ท้ายที่สุด เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือที่ยกระดับศักยภาพของมนุษย์และเคารพ ศักดิ์ศรี สิทธิ และความเป็นธรรม ของทุกคนในองค์กร

โดย นางสาวมยุรี ชวนชม
กรรมการและประธานฝ่ายส่งเสริมสิทธิ
สมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย

 

เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กลายเป็น “ผู้ตัดสินชะตากรรม” ของลูกจ้าง

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ที่จากเดิมใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร (Decision Support System) กลายเป็นการพัฒนาไปสู่ระบบที่สามารถวิเคราะห์ ประเมิน และเสนอผลการตัดสินใจแทนมนุษย์ในหลายกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาบุคลากร การประเมินผลการปฏิบัติงาน การกำหนดค่าตอบแทน ตลอดจนการเลิกจ้างลูกจ้าง แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดอคติของมนุษย์ในบางกรณี แต่เมื่อระบบดังกล่าวเข้าไปมีบทบาทในการกำหนด “อนาคตของชีวิตคน” คำถามสำคัญจึงมิใช่เพียงว่า AI มีความแม่นยำเพียงใด แต่คือ AI มีความยุติธรรมเพียงพอหรือไม่

ข่าวใหญ่ช่วงนี้คือเรื่องที่ลูกจ้างของ Meta Platforms Inc. (หรือ Facebook) หลายสิบคนร่วมกันยื่นฟ้องบริษัท ต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา ในประเด็นที่ว่าบริษัทใช้ระบบ AI ภายในองค์กรในการประเมินและคัดเลือกลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้างจำนวนหลายพันคน โดยระบบดังกล่าวอาศัยข้อมูลพฤติกรรมการทำงาน เช่น การใช้งานคอมพิวเตอร์ จำนวนครั้งของการกดแป้นพิมพ์ (Keystroke) ระยะเวลาการออนไลน์ และกิจกรรมต่าง ๆ ในระบบของบริษัท ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นไปจัดอันดับลูกจ้างโดยอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อลูกจ้างที่อยู่ระหว่างลาคลอด ลาป่วย หรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ จนถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มี “ผลงานต่ำ” ทั้งที่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย

กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างหรือการเลิกจ้างทั่วไป แต่สะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่าง สิทธิของนายจ้างในการบริหารจัดการองค์กร กับ สิทธิในความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งได้รับการรับรองภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทั่วโลก

สิทธิของนายจ้างในการบริหารจัดการองค์กร สิทธิที่มีขอบเขตไม่ใช่อำนาจที่ไร้ขีดจำกัด

ในการบริหารงาน นายจ้างย่อมมีสิทธิบริหารจัดการกิจการ (Managerial Prerogative) ซึ่งครอบคลุมถึงการกำหนดนโยบายองค์กร การประเมินผลการปฏิบัติงาน การโยกย้ายตำแหน่ง และการเลิกจ้างเพื่อประสิทธิภาพขององค์กร สิทธิดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากเสรีภาพในการประกอบธุรกิจ (Freedom to Conduct Business) ซึ่งได้รับการรับรองในหลายประเทศ รวมทั้งเป็นหลักการสำคัญของเศรษฐกิจเสรี

ในยุคดิจิทัลที่นำ AI เข้ามาช่วยประเมินประสิทธิภาพของลูกจ้างจึงถือเป็นวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่องค์กรจำนวนมากเลือกใช้ เนื่องจากสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ ลดต้นทุน และสร้างมาตรฐานเดียวกันในการประเมิน อย่างไรก็ตามสิทธิของนายจ้างมิใช่สิทธิสัมบูรณ์ (Absolute Right)

หลักนิติรัฐ (Rule of Law) กำหนดให้การใช้อำนาจของนายจ้างต้องอยู่ภายใต้หลัก

  1. ความจำเป็น (Necessity) และความได้สัดส่วน (Proportionality) 
  2. ความโปร่งใส (Transparency) และความรับผิดชอบ (Accountability) 
  3. การไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination) ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

หากการใช้ AI ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง สิทธิดังกล่าวย่อมต้องถูกจำกัด

 

สิทธิความเป็นส่วนตัว ไม่สิ้นสุดเมื่อเข้าสู่สถานที่ทำงาน

ในอดีตนายจ้างจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า เมื่อลูกจ้างใช้อุปกรณ์ของบริษัท นายจ้างย่อมมีสิทธิตรวจสอบทุกกิจกรรมได้โดยไม่มีข้อจำกัด แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกท้าทายในยุคปัจจุบัน สิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy) ได้รับการรับรองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตาม ข้อ 12 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) และ ข้อ 17 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) ซึ่งห้ามมิให้บุคคลถูกแทรกแซงความเป็นส่วนตัวโดยพลการหรือโดยมิชอบด้วยกฎหมาย 

สำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 32 รับรองว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว และการกระทบต่อสิทธิดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย

ในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) กำหนดหลักการสำคัญหลายประการ ได้แก่

          มาตรา 19 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขอความยินยอม ซึ่งต้องกระทำโดยชัดแจ้ง เป็นอิสระ และสามารถถอนความยินยอมได้

          มาตรา 23 กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งรายละเอียดการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice)

          มาตรา 24 กำหนดฐานกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ต้องอาศัยความยินยอม เช่น ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interests) แต่ต้องไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลเกินสมควร

          มาตรา 26 กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) เช่น ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลชีวภาพ ซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองในระดับที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

หลักการสำคัญคือบุคคลมิได้สูญเสียสิทธิในความเป็นส่วนตัวเพียงเพราะเข้าสู่สถานที่ทำงาน ดังนั้นการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการทำงานของลูกจ้าง จึงต้องอยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวลาเข้าออกระบบ ประวัติการใช้อินเทอร์เน็ต ตำแหน่งที่ตั้ง (Location Data) การกดแป้นพิมพ์ การบันทึกหน้าจอ การติดตาม Mouse Movement การวิเคราะห์ Productivity Score ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” ที่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้

เมื่อ AI วิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง นักกฎหมายยุโรปเรียกว่า Workplace Surveillance หรือการเฝ้าระวังลูกจ้างด้วยเทคโนโลยี ซึ่งสร้างผลกระทบต่อเสรีภาพ ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยตรง ดังนั้นแม้นายจ้างจะอาศัยฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายในการติดตามการทำงานของลูกจ้าง แต่ก็ต้องพิสูจน์ได้ว่าการเก็บข้อมูลมีความจำเป็น ได้สัดส่วน และไม่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้างเกินสมควร

 

เมื่อ AI กลายเป็น “ผู้พิพากษา”

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในคดี Meta ไม่ใช่เพียงการเก็บข้อมูลแต่คือการปล่อยให้ AI เป็นผู้จัดอันดับลูกจ้างโดยอัตโนมัติระบบอัลกอริทึมไม่สามารถเข้าใจบริบทของมนุษย์ได้เหมือนมนุษย์ด้วยกัน AI ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ลูกจ้างกำลังลาคลอด ลูกจ้างกำลังรักษาโรคมะเร็ง ลูกจ้างใช้สิทธิลาป่วยตามกฎหมาย ลูกจ้างเป็นผู้พิการที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เมื่อระบบวัดเพียง “กิจกรรมบนหน้าจอ” บุคคลที่ไม่มีการใช้งานคอมพิวเตอร์ย่อมได้รับคะแนนต่ำโดยอัตโนมัติ และอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเลิกจ้าง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Automation Bias และ Algorithmic Discrimination คือ อัลกอริทึมมิได้มีอคติด้วยตนเอง แต่เรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์ป้อนเข้าไป หากข้อมูลตั้งต้นมีอคติหรือเลือกตัวชี้วัดที่ไม่เหมาะสม AI ก็จะขยายอคตินั้นให้รุนแรงยิ่งขึ้น ในบริบทของการจ้างงาน ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มเปราะบาง ทั้งสตรีมีครรภ์ ผู้พิการ และผู้ที่ใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

 

กฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ระหว่าง GDPR , PDPA (ไทย) และกฎหมายของสหรัฐอเมริกา

เมื่อองค์กรนำ AI มาใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานและคัดเลือกลูกจ้างเพื่อการเลิกจ้าง ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงข้อกฎหมายแต่ต้องเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกจ้างด้วย ซึ่งแต่ละประเทศจะมีกฎหมายแตกต่างกันตามหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิมนุษยชน

สหภาพยุโรป GDPR กับหลักการ “มนุษย์ต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย”

สหภาพยุโรปถือเป็นเขตอำนาจที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมากที่สุด โดยเฉพาะ Article 22 ของ GDPR ซึ่งกำหนดให้บุคคลมีสิทธิที่จะไม่ตกอยู่ภายใต้การตัดสินใจที่อาศัยการประมวลผลอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว (Automated individual decision-making, including profiling) หากการตัดสินใจนั้นก่อให้เกิดผลกระทบทางกฎหมายหรือผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อบุคคล

การเลิกจ้างถือเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการทำงาน รายได้ สวัสดิการ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น หาก Meta ใช้ AI เป็นผู้คัดเลือกลูกจ้างโดยไม่มีการทบทวนอย่างแท้จริงจากผู้บริหารที่เป็นมนุษย์ (Meaningful Human Review) การดำเนินการดังกล่าวอาจขัดต่อ Article 22 ของ GDPR ได้อย่างชัดเจน 

นอกจากนี้ GDPR ยังยึดหลักความโปร่งใส (Transparency) และ การเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น (Data Minimization) ซึ่งกำหนดให้องค์กรต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบอย่างชัดเจนว่ามีการเก็บข้อมูลประเภทใด ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร และเก็บเท่าที่จำเป็นเท่านั้น การติดตามการกดแป้นพิมพ์ การเคลื่อนไหวของเมาส์ หรือการบันทึกพฤติกรรมการทำงานอย่างละเอียด จึงอาจถูกมองว่าเป็นการเฝ้าระวังที่เกินความจำเป็น (Excessive Workplace Surveillance)

ภายใต้กรอบของ GDPR ประเด็นคำถามสำคัญคือ “AI มีสิทธิเป็นผู้ตัดสินอนาคตของมนุษย์หรือไม่”

 

ประเทศไทย PDPA กับความท้าทายของการกำกับดูแล AI

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ของไทยยังไม่มีบทบัญญัติที่เทียบเท่า Article 22 ของ GDPR อย่างชัดเจน คือยังไม่ได้กำหนดสิทธิในการคัดค้านการตัดสินใจด้วยระบบอัตโนมัติไว้โดยตรง แต่ก็มิได้หมายความว่านายจ้างสามารถใช้ AI ได้โดยปราศจากข้อจำกัด เพราะ PDPA ยังคงกำหนดหลักการสำคัญ ได้แก่

          หลักฐานทางกฎหมายในการประมวลผลข้อมูล (Lawful Basis) 

          หลักความโปร่งใส (Transparency) 

          หลักจำกัดวัตถุประสงค์ (Purpose Limitation) 

           หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality) 

          หลักความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Security) 

หากองค์กรเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกจ้างผ่านระบบติดตามการใช้งานคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า หรือไม่มีนโยบาย Workplace Privacy Policy ที่ชัดเจน ย่อมมีความเสี่ยงต่อการฝ่าฝืน PDPA ได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ การลาป่วย หรือความพิการของลูกจ้างถือเป็น ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) หากนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นปัจจัยในการลดคะแนนหรือเลิกจ้าง ย่อมอาจขัดต่อมาตรา 26 ของ PDPA และอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

แม้กฎหมายไทยยังไม่มีกลไกควบคุม AI โดยตรง แต่หลักการใช้พื้นฐานของกฎหมาย PDPA ก็เพียงพอที่จะจำกัดการใช้ AI ที่ละเมิดสิทธิของลูกจ้าง

 

สหรัฐอเมริกากับการคุ้มครองผ่านกฎหมายลูกจ้างมากกว่ากฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล

สหรัฐอเมริกาต่างจาก EU หรือประเทศไทย เพราะยังไม่มีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลระดับประเทศที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทำให้นายจ้างมีอำนาจค่อนข้างกว้างในการติดตามการใช้งานอุปกรณ์ของบริษัท อย่างไรก็ตามการใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างได้

กฎหมายเกี่ยวกับลูกจ้างของสหรัฐอเมริกา เช่น พระราชบัญญัติการลาเพื่อครอบครัวและสุขภาพ (Family and Medical Leave Act (FMLA) และพระราชบัญญัติคนพิการของอเมริกา Americans with Disabilities Act (ADA) ห้ามมิให้นายจ้างใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการลาป่วย การลาคลอด หรือความพิการมาเป็นเหตุในการลดคะแนนหรือเลิกจ้างลูกจ้าง นอกจากนี้หลายรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด และอิลลินอยส์ ได้เริ่มออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับดูแลระบบ Automated Decision Systems โดยกำหนดให้องค์กรต้องตรวจสอบความลำเอียง (Algorithmic Bias Audit) และประเมินผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนก่อนนำ AI มาใช้ในเรื่องการจ้างงาน

 

Human in the loop หลักการที่โลกยอมรับ

AI ไม่ควรเป็น “ผู้ตัดสิน” แต่ควรเป็น “ผู้ช่วยตัดสิน” หลัก Human in the loop จึงได้รับการยอมรับทั้งใน GDPR, OECD AI Principles, UNESCO Recommendation on the Ethics of AI และ EU AI Act โดยมี 3 หลักการดังนี้

  1. AI สามารถเสนอผลการวิเคราะห์ได้ แต่มนุษย์ต้องเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจขั้นสุดท้าย 
  2. ผู้ได้รับผลกระทบต้องมีสิทธิอุทธรณ์หรือขอให้มีการทบทวนโดยมนุษย์ 
  3. องค์กรต้องอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจได้ (Explainability) 

การมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการไม่ใช่เพียงลงนามรับรองผลของ AI แต่ต้องเป็นการพิจารณาข้อมูลทั้งหมด รวมถึงบริบทของลูกจ้าง สุขภาพ ภาระครอบครัว สิทธิการลาตามกฎหมาย และปัจจัยอื่นที่อัลกอริทึมไม่สามารถเข้าใจได้

 

บทสรุป

ข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับการเลิกจ้างลูกจ้างด้วย AI ของ Meta ณ ตอนนี้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองจากศาล และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีควรมีบทบาทเพียงใดในการกำหนดชะตากรรมของมนุษย์

แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อการตัดสินใจนั้นกระทบต่อสิทธิในการทำงาน ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปล่อยให้อัลกอริทึมเป็นผู้ตัดสินเพียงลำพังย่อมไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล

อนาคตของการกำกับดูแล AI ไม่ได้อยู่ที่การห้ามใช้เทคโนโลยี หากแต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่มี ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การตรวจสอบได้ และการมีมนุษย์ร่วมรับผิดชอบในการตัดสินใจ (Human in the loop)

ท้ายที่สุด เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือที่ยกระดับศักยภาพของมนุษย์และเคารพ ศักดิ์ศรี สิทธิ และความเป็นธรรม ของทุกคนในองค์กร

TOR โครงการ TH-AI Passport กับประเด็น PDPA

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร
นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย
ผู้ก่อตั้งสื่อ PDPA Thailand

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนผมได้รับ TOR โครงการ TH-AI Passport จากเพื่อนท่านหนึ่ง แล้วให้ช่วยวิเคราะห์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ PDPA แม้ว่าจะเคยให้ความเห็นเรื่อง TH-AI Passport ในฐานะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ซึ่งท่านสามารถอ่านได้จาก https://www.tcc.or.th/free-ai-criteria/

และเมื่ออ่าน TOR โครงการ TH-AI Passport อย่างละเอียด ผมพบว่าโครงการมีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลขนาดใหญ่เพราะนอกจากมีการยืนยันตัวตนผ่านระบบรัฐ การใช้เลขประจำตัวประชาชนแล้วยังมีการจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้ Generative AI การประเมินทักษะ การออกใบรับรองดิจิทัล การจัดเก็บ log file การใช้ cloud และการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ AI หลายราย

สิ่งที่ TOR เขียนไว้ดีแล้ว

TOR ฉบับนี้มีหลายข้อที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น

มีการระบุชัดว่าโครงการเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน AI กำหนดให้ข้อมูลถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศ ห้ามโอนข้อมูลออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต กำหนดให้ขอความยินยอมตาม PDPA และให้ลบหรือทำลายข้อมูลเมื่อเจ้าของข้อมูลใช้สิทธิตามกฎหมาย

นอกจากนี้ TOR ยังระบุเรื่อง RBAC, Audit Trail, encryption, backup, access control, vulnerability scan, penetration test และมาตรฐานด้าน cloud เช่น ISO/IEC 27001, 27701, 27017 และ 27018 รวมถึงกำหนดให้ cloud provider มี DPO และห้ามผู้รับจ้างนำข้อมูลไปใช้เพื่อกิจการอื่น

ข้อกำหนดเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังมีหลายประเด็นที่ควรเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ PDPA เป็นเพียงข้อกำหนดด้านเทคนิคหรือเอกสารประกอบโครงการเท่านั้น

สิ่งที่ควรเพิ่ม

แม้โครงการจะจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว หากสามารถเพิ่มเอกสารและกลไกด้าน PDPA เพิ่มเติมบางส่วนได้ จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้โครงการเป็นต้นแบบของรัฐในการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ

สิ่งที่ควรมีเพิ่มเติม ได้แก่

  1. Role Mapping ระบุผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผลข้อมูล ผู้ควบคุมร่วม และผู้ประมวลผลช่วง
  2. Lawful Basis Mapping แยกตามกิจกรรม ไม่ใช้ consent รวมทุกเรื่อง
  3. Privacy Notice ตามมาตรา 23 แบบแยกตามกิจกรรม
  4. Data Processing Agreement ระหว่าง สดช. กับผู้รับจ้าง และข้อตกลงกับ sub-processor
  5. Data Sharing Agreement หรือ Joint Controller Arrangement กับหน่วยงานที่เชื่อมข้อมูล
  6. DPIA และ AI Risk Assessment ก่อนเปิดระบบจริง
  7. Cross-border Transfer Assessment สำหรับ AI vendor, cloud, public cloud และ remote access
  8. RoPA ตามมาตรา 39 และ processor record ตามมาตรา 40
  9. DPO Governance ทั้งฝั่ง สดช. ผู้รับจ้างหลัก และ vendor สำคัญ
  10. Data Subject Rights Workflow รองรับสิทธิของเจ้าของข้อมูลครบถ้วน
  11. Retention, Deletion และ Anonymization Schedule แยกตามประเภทข้อมูล
  12. AI Data Governance Policy สำหรับ prompt, uploaded file, chat history, AI Agent, model training และ usage analytics

เนื่องจากผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าโครงการได้จัดทำเอกสารหรือกลไกเหล่านี้แล้วหรือไม่ หากดำเนินการไว้แล้วควรมีการชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและสังคม

หัวใจของ TOR นี้คือข้อ 2.2 และข้อมูลพฤติกรรมการใช้ AI

TOR หน้า 2 ข้อ 2.2 ระบุว่าโครงการต้องส่งเสริมให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน Generative AI ถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย และยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายไทยให้สูงสุด

ข้อความนี้สำคัญ เพราะทำให้เห็นว่าโครงการนี้มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงข้อมูลลงทะเบียนทั่วไป แต่รวมถึงข้อมูลพฤติกรรมการใช้ AI ซึ่งอาจสะท้อนความสนใจ ความรู้ ความสามารถ คำถาม ปัญหา เอกสารที่ผู้ใช้ส่งเข้าไป และรูปแบบการใช้งาน AI ของแต่ละบุคคล

หากข้อมูลเหล่านี้เชื่อมโยงกลับไปยังบุคคลได้ จึงเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 6 ของ PDPA ดังนั้น TOR ทั้งฉบับจึงควรถูกพิจารณาภายใต้กรอบ PDPA ตั้งแต่ต้น

คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ ใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ใครเป็นผู้ประมวลผล ใช้ฐานกฎหมายใด แจ้งเจ้าของข้อมูลอย่างไร ส่งต่อให้ใคร เก็บไว้ที่ไหน และลบเมื่อไร

ใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ใครเป็นผู้ประมวลผล

เมื่อเทียบกับมาตรา 6 ของ PDPA สดช. เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหลักของโครงการ เพราะเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย ระบบที่ต้องมี ข้อมูลที่ต้องจัดเก็บ รายงานที่ต้องส่งมอบ และเงื่อนไขการใช้ข้อมูล

ส่วนผู้รับจ้างหลักควรถูกมองเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เพราะทำหน้าที่พัฒนา จัดหา และให้บริการแพลตฟอร์มตาม TOR เช่น ระบบลงทะเบียน ระบบ Generative AI ระบบการเรียนรู้ dashboard, call center, cloud, security และระบบรายงานผล

อย่างไรก็ตาม โครงการยังเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย เช่น DGA, ThaiD, ฐานข้อมูลนักศึกษา ผู้ให้บริการ Generative AI, cloud, public cloud, call center, survey, ผู้จัดกิจกรรม และ social media platform

ฝ่ายเหล่านี้อาจมีสถานะต่างกัน บางรายเป็น sub-processor บางรายเป็นผู้ควบคุมข้อมูลอิสระ และบางกรณีอาจเป็นผู้ควบคุมข้อมูลร่วม จึงควรมี Role Mapping ที่ชัดเจนก่อนเริ่มประมวลผลข้อมูลจริง

ระบบลงทะเบียน เลขบัตรประชาชน และการยืนยันตัวตนรัฐ

TOR หน้า 5 ข้อ 4.2.1.1 กำหนดให้ระบบลงทะเบียนและยืนยันตัวตนเชื่อมกับระบบทางรัฐของ DGA หรือ ThaiD และตรวจสอบเลขประจำตัวประชาชนเพื่อป้องกันการใช้สิทธิซ้ำ

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นเทคนิค เพราะเลขประจำตัวประชาชนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง หากรั่วไหลอาจนำไปสู่การสวมรอยหรือความเสียหายอื่นได้

การเชื่อมกับระบบรัฐยังอาจเกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลจากแหล่งอื่นตามมาตรา 25 และการเปิดเผยหรือใช้ข้อมูลระหว่างหลายหน่วยงานตามมาตรา 27 จึงควรมีข้อตกลงการเชื่อมโยงข้อมูลที่ชัดเจน

นอกจากนี้ การตรวจสอบสิทธิหรือการระงับสิทธิควรมีความโปร่งใส มีช่องทางให้เจ้าของข้อมูลตรวจสอบและแก้ไข หากข้อมูลผิดพลาดจนทำให้ถูกปฏิเสธสิทธิในการใช้บริการ

Consent ไม่ใช่ฐานกฎหมายเดียวของโครงการ

TOR หน้า 5 ข้อ 4.2.1.7(1) กำหนดให้ขอความยินยอมจากผู้ใช้งานก่อนจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน
ข้อนี้สะท้อนว่า TOR ให้ความสำคัญกับ PDPA แต่ในเชิงกฎหมายต้องระวังว่า consent ไม่ใช่ฐานกฎหมายเดียวของทุกกิจกรรม

PDPA มาตรา 24 ยังมีฐานกฎหมายอื่น เช่น การปฏิบัติตามกฎหมาย ภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ การใช้อำนาจรัฐ การปฏิบัติตามสัญญา หรือประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
กิจกรรมอย่างการลงทะเบียน ตรวจสิทธิ ยืนยันตัวตน ป้องกันสิทธิซ้ำ จัดสรรเครดิต AI จัดทำรายงานผลโครงการ รักษาความปลอดภัย และเก็บ log อาจไม่ควรใช้ consent เป็นฐานหลักทั้งหมด

หากไม่ consent แล้วใช้บริการไม่ได้เลย ความยินยอมนั้นอาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นอิสระเพียงพอหรือไม่ ทางที่เหมาะสมคือจัดทำ Lawful Basis Mapping แยกตามกิจกรรม และใช้ consent เฉพาะกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต่อบริการหลัก เช่น การใช้ภาพประชาสัมพันธ์รายบุคคล หรือการนำข้อมูลไปใช้พัฒนาโมเดล

Privacy Notice ต้องมาก่อน

เมื่อ TOR ระบุว่ามีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้ AI โครงการต้องจัดทำ Privacy Notice ตามมาตรา 23 ให้ครบถ้วน

Privacy Notice ไม่ควรเขียนกว้าง ๆ ว่า “เก็บข้อมูลเพื่อดำเนินโครงการ” แต่ควรแยกตามกิจกรรม เช่น การลงทะเบียน การตรวจสิทธิ การใช้ Generative AI การเก็บ prompt, file upload, chat history, การสร้าง AI Agent, การเรียนออนไลน์ การออก e-certificate, dashboard, call center, survey, กิจกรรมประชาสัมพันธ์ และการเก็บ log file

แต่ละกิจกรรมควรระบุให้ชัดว่าเก็บข้อมูลอะไร เพื่ออะไร ใช้ฐานกฎหมายใด เปิดเผยให้ใคร เก็บไว้นานเท่าไร ส่งออกนอกประเทศหรือไม่ เจ้าของข้อมูลมีสิทธิอะไร และติดต่อ DPO ได้อย่างไร
นี่คือความแตกต่างระหว่างการมีเพียง consent checkbox กับการมีระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจริง

การใช้ Generative AI และข้อมูลพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

TOR หน้า 6 ข้อ 4.2.2.1 กำหนดให้แพลตฟอร์มรองรับ Generative AI หลายผลิตภัณฑ์ การสนทนา การ upload file การจัดการประวัติสนทนา การสร้าง AI Agent และการสร้างภาพ

ในมุม PDPA ส่วนนี้เป็นพื้นที่ความเสี่ยงสูง เพราะ prompt อาจมีข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้หรือบุคคลอื่น ไฟล์ที่ upload อาจมีข้อมูลลูกค้า นักเรียน ผู้ป่วย พนักงาน หรือคู่สัญญา ส่วน chat history อาจสะท้อนความสนใจ ความคิด ปัญหาสุขภาพ ปัญหาทางการเงิน หรือประเด็นละเอียดอ่อนของผู้ใช้
แม้ TOR ไม่ได้ตั้งใจเก็บข้อมูลอ่อนไหว แต่การเปิดให้ประชาชน upload file และพิมพ์ prompt ทำให้มีโอกาสที่ข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 จะเข้าสู่ระบบโดยไม่ตั้งใจ

TOR จึงควรกำหนดมาตรการเฉพาะ เช่น คำเตือนก่อนใช้ระบบ ข้อห้ามนำข้อมูลอ่อนไหวเข้าระบบ data loss prevention, masking หรือ redaction, retention limit และข้อห้ามไม่ให้ vendor ใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อ train model โดยไม่มีฐานกฎหมายที่ชัดเจน

Dashboard การวิเคราะห์รายบุคคล และ DPIA

TOR หน้า 7 ข้อ 4.2.2.3 และ 4.2.2.4 กำหนดให้ระบบประเมินภัยคุกคาม การใช้งานผิดกฎหมาย การใช้งานผิดวัตถุประสงค์ และความเสี่ยงรายบุคคลหรือรายกลุ่ม รวมถึงวิเคราะห์พฤติกรรมและแนวโน้มการใช้งาน

TOR หน้า 8 ข้อ 4.2.4.6 ยังระบุเรื่องรายงานผลการใช้งาน AI รายงานพฤติกรรมการใช้งาน แนวโน้มรายบุคคลและกลุ่มผู้ใช้งาน รวมถึงรายงานภัยคุกคามหรือความเสี่ยงในการใช้ Generative AI
นี่ไม่ใช่เพียง dashboard จำนวนผู้ใช้ แต่เป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้ในระดับรายบุคคลและรายกลุ่ม

โครงการจึงต้องตอบให้ได้ว่า การวิเคราะห์ระดับรายบุคคลจำเป็นแค่ไหน ใช้ข้อมูลแบบ aggregate แทนได้หรือไม่ ใครเข้าถึง dashboard ได้ มี audit trail หรือไม่ และหากมีการระงับสิทธิจากข้อมูลหรือคะแนนความเสี่ยง เจ้าของข้อมูลมีช่องทางทบทวนอย่างไร

ในเชิง PDPA ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับมาตรา 23, 24, 37, 39 และ 41 และควรทำ DPIA หรือ Data Protection Impact Assessment แม้ PDPA ไทยยังไม่ได้กำหนด DPIA เป็นหน้าที่ทั่วไปโดยตรง เพราะโครงการที่ใช้ AI กับประชาชนจำนวนมากและมีการวิเคราะห์พฤติกรรมรายบุคคลควรจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง

Data Localization ในยุค Generative AI

TOR ระบุเรื่อง Data Localization หลายจุด เช่น ข้อ 2.2 กำหนดให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้ AI อยู่ในประเทศไทย ข้อ 4.2.1.7(2) กำหนดให้ข้อมูลลงทะเบียนจัดเก็บและประมวลผลในประเทศ และข้อ 11.3.8 กำหนดเรื่องศูนย์ข้อมูลหลักในประเทศไทย

หลักการนี้สอดคล้องกับมาตรา 28 และ 29 ของ PDPA เรื่องการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในโลก Generative AI คำถามไม่จบที่ฐานข้อมูลลงทะเบียนอยู่ในไทย แต่ต้องถามต่อว่า prompt ถูกส่งไปที่ไหน ไฟล์ที่ upload ประมวลผลที่ใด chat history, metadata และ telemetry อยู่ประเทศใด มี sub-processor ต่างประเทศหรือไม่ และมี remote access จากต่างประเทศหรือไม่

ดังนั้น Data Localization ควรถูกตรวจสอบในหลายมิติ ทั้งที่เก็บข้อมูล สถานที่ประมวลผล สถานที่เข้าถึงข้อมูล ผู้รับจ้างช่วง และการโอนข้อมูลข้ามประเทศ

DPA, DSA, RoPA และ Processor Record

TOR หน้า 17 ข้อ 4.6 ระบุให้ผู้รับจ้างจัดทำเอกสารด้านกฎหมาย เช่น PDPA และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง แต่สำหรับโครงการขนาดนี้ ยังควรกำหนดให้ชัดเจนขึ้น เช่น

ควรมี Data Processing Agreement ระหว่าง สดช. กับผู้รับจ้างหลัก และระหว่างผู้รับจ้างหลักกับ sub-processor โดยระบุคำสั่งในการประมวลผล ข้อห้ามใช้ข้อมูลนอกวัตถุประสงค์ มาตรการ security การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูล การช่วยรองรับสิทธิของเจ้าของข้อมูล การลบหรือคืนข้อมูลเมื่อสิ้นสุดสัญญา และการขออนุมัติ sub-processor

ควรมี Data Sharing Agreement สำหรับการเชื่อมข้อมูลกับ DGA, ThaiD, ฐานข้อมูลนักศึกษา หน่วยงานภายนอก หรือ platform อื่นที่มีสถานะเป็น controller-to-controller

นอกจากนี้ สดช. ควรจัดทำ RoPA ตามมาตรา 39 สำหรับกิจกรรมสำคัญ เช่น ลงทะเบียน ตรวจสิทธิ ใช้งาน AI เก็บ prompt/file/chat history วิเคราะห์พฤติกรรม เรียนออนไลน์ ออก e-certificate, call center, กิจกรรมประชาสัมพันธ์ และเชื่อมต่อผู้ให้บริการภายนอก

ผู้รับจ้างหลักและผู้รับจ้างช่วงก็ควรมี processor record ตามมาตรา 40 เพื่อแสดงว่าประมวลผลข้อมูลอะไร ในนามของใคร เพื่ออะไร และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างไร

Security และเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

TOR มีข้อกำหนดด้าน security หลายข้อ เช่น RBAC, Audit Trail, encryption, backup/recovery, access control, penetration test, vulnerability scan, attack simulation และมาตรฐาน ISO/IEC 27001, 27701, 27017 และ 27018 สำหรับ cloud

ข้อกำหนดเหล่านี้สอดคล้องกับมาตรา 37 ของ PDPA และกฎหมายลำดับรองเรื่องมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

แต่ TOR ควรเพิ่ม Personal Data Breach Response Procedure ให้ชัดเจน โดยกำหนดขั้นตอนแจ้งเหตุจาก sub-processor ไปยังผู้รับจ้างหลัก จากผู้รับจ้างหลักไปยัง สดช. และจาก สดช. ไปยังสำนักงาน PDPC และเจ้าของข้อมูลในกรณีที่กฎหมายกำหนด

ระบบนี้มีผู้ใช้จำนวนมาก ผู้ให้บริการหลายชั้น และข้อมูลพฤติกรรมจำนวนมาก การตอบสนองเหตุละเมิดข้อมูลจึงต้องเตรียมไว้ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยวางกระบวนการ

สิทธิของเจ้าของข้อมูลและระยะเวลาเก็บรักษา

TOR หน้า 6 ข้อ 4.2.1.7(3) กำหนดให้ระบบลบหรือทำลายข้อมูลเมื่อผู้ใช้ต้องการใช้สิทธิตาม PDPA ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

แต่ PDPA ไม่ได้มีเพียงสิทธิลบข้อมูล เจ้าของข้อมูลยังมีสิทธิรับทราบข้อมูล สิทธิเข้าถึง สิทธิขอสำเนา สิทธิแก้ไข สิทธิคัดค้าน สิทธิขอระงับการใช้ สิทธิถอน consent และสิทธิร้องเรียน

โดยเฉพาะเมื่อระบบมีการวิเคราะห์พฤติกรรมและประเมินความเสี่ยงรายบุคคล เจ้าของข้อมูลควรรู้ได้ว่าข้อมูลใดถูกใช้ และมีช่องทางขอทบทวนหรือแก้ไขหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

อีกประเด็นหนึ่งคือ ข้อมูลบางประเภทอาจลบไม่ได้ทันที เช่น log file ข้อมูลที่ต้องเก็บตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง หรือข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบการใช้สิทธิ โครงการจึงควรมี Retention Schedule และ Deletion Exception Matrix แยกตามประเภทข้อมูล

DPO ของ สดช. และผู้รับจ้าง

TOR หน้า 28 ข้อ 11.3.4 ระบุให้ cloud provider มี DPO ตาม PDPA ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ดี แต่ยังไม่ควรหยุดเพียงเท่านี้

โครงการนี้มี สดช. เป็นหน่วยงานรัฐและเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหลัก จึงควรมี DPO เข้าร่วมตั้งแต่ช่วงออกแบบและกำกับโครงการ

ผู้รับจ้างหลักที่ประมวลผลข้อมูลประชาชนจำนวนมากและเกี่ยวข้องกับการติดตามพฤติกรรมการใช้ AI ก็ควรมี DPO หรืออย่างน้อย privacy lead ที่มีบทบาทชัดเจน

DPO ควรตรวจ lawful basis, Privacy Notice, RoPA, DPA/DSA, data flow, DPIA, sub-processor, cross-border transfer, security และการรองรับสิทธิของเจ้าของข้อมูล ไม่ใช่มีชื่อไว้เฉพาะในเอกสาร

ข้อมูลส่วนบุคคลในกิจกรรมเกี่ยวกับ Call Center, Survey, กิจกรรม และประชาสัมพันธ์

ข้อมูลส่วนบุคคลของโครงการไม่ได้อยู่เฉพาะในระบบลงทะเบียนและแพลตฟอร์ม AI

TOR หน้า 16 ข้อ 4.4.4 กำหนดให้มี Call Center & Help Desk รับเรื่องร้องเรียนผ่านโทรศัพท์ อีเมล และ chatbot พร้อมกำหนดให้จัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการอย่างปลอดภัยตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

TOR หน้า 17 ข้อ 4.5 กำหนดเรื่องการสำรวจความพึงพอใจ ความเชื่อมั่น และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม

TOR หน้า 9-16 ยังมีเรื่องกิจกรรมประชาสัมพันธ์ งานแถลงข่าว bootcamp, competition, การถ่ายภาพ วิดีโอ live stream และการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์หรือ social media
กิจกรรมเหล่านี้ต้องมี Privacy Notice, lawful basis, retention และมาตรการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลเช่นเดียวกับข้อมูลในระบบหลัก

ข้อมูลบุคลากรของผู้รับจ้าง เช่น ชื่อ อายุ เลขประจำตัวประชาชน การศึกษา และประสบการณ์ ที่ใช้ยื่นประกอบข้อเสนอ ก็เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเช่นกัน ผู้รับจ้างควรแจ้งบุคลากรของตน และ สดช. ควรกำหนดมาตรการเก็บรักษาและระยะเวลาเก็บอย่างเหมาะสม

ข้อห้ามใช้ข้อมูลนอกวัตถุประสงค์ต้องครอบคลุมผู้ให้บริการ AI

TOR หน้า 17 ข้อ 4.10 กำหนดว่าผู้รับจ้างต้องไม่นำข้อมูลที่เกิดขึ้นในโครงการและข้อมูลของผู้ร่วมโครงการไปใช้เพื่อกิจการอื่นนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตจาก สดช.

TOR หน้า 30 ข้อ 14 และหน้า 31 ข้อ 15 ยังระบุเรื่องความลับ กรรมสิทธิ์ของข้อมูล และความรับผิดหากละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อเหล่านี้ดีในเชิงสัญญา แต่ในบริบท AI ควรเขียนให้ชัดว่า ห้ามนำ prompt, uploaded file, chat history, usage data, metadata, telemetry, assessment result และ dashboard data ไปใช้เพื่อ train model, fine-tune model, improve product, commercial analytics, benchmarking, advertising หรือส่งต่อให้บุคคลภายนอก โดยไม่มีฐานกฎหมายและไม่ได้รับอนุญาตอย่างชัดเจน

ความเสี่ยงของ AI ไม่ใช่แค่ข้อมูลถูกเปิดเผย แต่รวมถึงการนำข้อมูลไปใช้ต่อในระบบหรือโมเดลโดยเจ้าของข้อมูลไม่รู้และตรวจสอบได้ยาก

จาก AI Passport สู่ AI ที่ประชาชนเชื่อมั่นได้

เนื่องจากโครงการ TH-AI Passport นี้ทาง สดช. คาดหวังว่าจะช่วยให้ประชาชนไทยเข้าถึง Generative AI ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และสร้าง AI literacy ในวงกว้าง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง โครงการนี้อาจกลายเป็นจุดรวมข้อมูลพฤติกรรมการใช้ AI ของประชาชนจำนวนมาก

ดังนั้น PDPA จึงไม่ควรถูกมองเป็นภาระของโครงการ แต่ควรถูกใช้เป็นกรอบสร้างความเชื่อมั่นว่า การใช้ AI ผ่านโครงการของรัฐจะไม่ทำให้ข้อมูลของประชาชนถูกติดตาม วิเคราะห์ ส่งต่อ หรือใช้ซ้ำเกินวัตถุประสงค์

หลักที่ควรใช้กับโครงการนี้คือ มีฐานกฎหมายชัดเจน ใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วน ตรวจสอบได้ และปลอดภัย

คำถามของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐจะทำให้ประชาชนใช้ AI ได้มากขึ้นอย่างไร”

แต่คือ “รัฐจะทำให้ประชาชนใช้ AI ได้ โดยยังมั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอหรือไม่”

เอกสาร TOR TH-AI Passport  >>ดาวน์โหลด<<

จากข้อสังเกตในร่าง TOR สู่การเปิดตัวแพลตฟอร์ม “AiPASS” จริงในปัจจุบัน

ข้อเสนอแนะทั้ง 12 ประการเพื่อยกระดับความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปปรับใช้จริงหรือไม่? ร่วมเจาะลึกมิติต่อเนื่องเมื่อร่างข้อกำหนดทางเทคนิคถูกแปลงเป็นแบบแจ้งการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) ท่ามกลางประเด็นเรื่องที่ตั้ง Data Center และการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อบริการ AI ภาครัฐ

อ่านบทวิเคราะห์ตอนถัดไป:

คลิกเลย -> จากโครงการ TH-AI Passport สู่ AiPASS : อ่าน TOR และ Privacy Notice เมื่อวันนี้โจทย์สำคัญของ PDPA ภาครัฐคือ “ความเชื่อมั่น”

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร
นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย
ผู้ก่อตั้งสื่อ PDPA Thailand

สมาคม TPDPA วางแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยสู่สากล

สมาคม TPDPA วางแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยสู่สากล 

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาทางสมาคมเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย (TPDPA) เดินหน้าขับเคลื่อนสมาคมอย่างมีกลยุทธ์ จัดการประชุมคณะกรรมการสมาคมฯ ประจำปี 2569 เพื่อร่วมกำหนดทิศทางและจัดทำ “แผนการดำเนินงานสมาคมในวาระ 3 ปี” มุ่งสร้างมาตรฐาน พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากร และตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน)

การประชุมวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของสมาคม TPDPA ในการกำหนดหมุดหมาย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายหลักอย่าง DBC Group และ PDPA Thailand เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความเข้มข้น โดยคณะกรรมการแต่ละฝ่ายได้ร่วมวิเคราะห์โอกาส และวางกลยุทธ์ในมิติต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมขับเคลื่อนสมาคมให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่สมาชิก การพัฒนาหลักสูตรและมาตรฐานวิชาชีพ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

สมาคมฯ ได้โครงร่างแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี และพร้อมที่จะเปลี่ยนวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติจริง สำหรับองค์กร ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานด้าน PDPA ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ และอัปเดตโครงการใหม่จากทางสมาคม ได้ที่ช่องทางประชาสัมพันธ์หลักของสมาคมเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย (TPDPA)

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมการอบรมด้าน PDPA ได้ที่
Website: https://tpdpa.or.th/
Facebook: https://www.facebook.com/tpdpa.or.th

เผยแพร่ : 6 กรกฎาคม 2569

พระราชกฤษฎีกา Data Sharing หน่วยงานรัฐกับหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2569 : เปิดประตูข้อมูล แต่ไม่ปิด PDPA

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร
นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย
ผู้ก่อตั้งสื่อ PDPA Thailand

ผมอยากชวนทุกคน “หยุดคิดสักครู่” ก่อนจะรีแอคทันทีว่า พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 คือกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐ “เข้าถึงข้อมูลเราโดยไม่ต้องเคารพ PDPA” หรือทำให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ รู้สึกว่าต่อไปขอหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลแบบไหนอย่างไรก็ได้

ซึ่งเมื่ออ่านให้ครบ และพิจารณาตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ.2540 (OIA) กับ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) จะเห็นภาพที่ชัดเจนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไม่ใช่การยกเลิก PDPA แต่เป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา คือ “หน่วยงานรัฐไม่ให้ข้อมูลกันเอง โดยอ้าง PDPA” จนงานบริการประชาชนและนโยบายสาธารณะสะดุด

“พระราชกฤษฎีกานี้คืออะไร”

พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และมีผลใช้ตั้งแต่วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) อ่านละเอียดได้ที่ https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/114551.pdf

ตัวกฤษฎีกามีเพียง 4 มาตรา แต่หัวใจจริงอยู่ที่มาตรา 3 ซึ่งวางหลักว่า หน่วยงานของรัฐที่มีข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลอยู่ในความควบคุมดูแลของตน “มีหน้าที่” เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐแห่งอื่น เมื่อมีการร้องขอ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

พูดง่าย ๆ นี่คือการยอมรับข้อเท็จจริงว่า หากยังปล่อยให้ข้อมูลแต่ละกระทรวง แต่ละกรม แยกกันอยู่ในพื้นที่ของตนเอง รัฐก็จะไม่มีวันใช้ข้อมูลเพื่อบริการประชาชนแบบมุ่งเป้า ทำสวัสดิการอย่างแม่นยำ หรือบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพได้เลย

“เปิดให้ทำ” อะไร และ “ไม่เปิดให้ทำ” อะไร

สิ่งที่พระราชกฤษฎีกานี้ “เปิดให้ทำ” คือการแลกเปลี่ยนหรือเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล “ระหว่างหน่วยงานของรัฐ” เท่านั้น เพื่อประโยชน์ในการให้บริการภาครัฐ การจัดสวัสดิการ การช่วยเหลือประชาชน การจัดทำนโยบาย และการบังคับใช้กฎหมายตามที่ระบุไว้ในหมายเหตุท้ายพระราชกฤษฎีกา

แต่สิ่งที่พระราชกฤษฎีกานี้ “ไม่ได้เปิดให้ทำแบบเสรี” มีอยู่หลายชั้น และต้องอ่านให้ครบ

  • ไม่ได้พูดถึงการเปิดเผยต่อสาธารณะหรือเอกชนทั่วไป เป็นเพียงการเปิดช่องภายใน “วงการรัฐกับรัฐ” เท่านั้น
  • หน่วยงานผู้รับข้อมูลมีหน้าที่รักษาข้อมูล และถูก “ห้ามเปิดเผยต่อไปยังบุคคลภายนอก” ไม่ว่าบุคคลภายนอกนั้นจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือไม่ก็ตาม
  • การรักษาข้อมูลต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด และต้องสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเข้มข้นกว่าแค่การส่งเอกสารราชการธรรมดา

ดังนั้น การตีความว่ากฤษฎีกานี้ทำให้หน่วยงานรัฐ “ส่งต่อข้อมูลเราไปเรื่อย ๆ อย่างไร้ขอบเขต” จึงไม่ตรงกับตัวบทที่วางเงื่อนไขห้ามเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกไว้อย่างชัดเจน

พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ มีความสัมพันธ์กับกฎหมายอื่นอย่างไร

เพื่อจะเข้าใจบทบาทของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เราต้องหยิบ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ขึ้นมาดูคู่กัน โดยเฉพาะมาตรา 4 และมาตรา 24

พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ นิยาม “ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” กว้างกว่าคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” ใน PDPA เพราะรวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย

ขณะที่หมวด 2 ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย มาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ (4) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด (5) รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร และ (6) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย หรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น

ส่วนหมวด 3 ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล มาตรา 24 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ วางหลักว่า หน่วยงานรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลต่อหน่วยงานรัฐอื่นหรือบุคคลอื่น โดยไม่มีความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูลไม่ได้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น (1)–(9) โดยข้อ (9) ระบุว่า “กรณีอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา” และกำหนดว่าการเปิดเผยตาม (3)–(9) ต้องจัดทำบัญชีแสดงการเปิดเผยกำกับไว้กับข้อมูลข่าวสารนั้น

พระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2569 จึงเข้ามานั่งอยู่ตรงช่องว่างเล็ก ๆ แต่สำคัญมากนี้ คือทำหน้าที่เป็น “กรณีอื่น” ตามมาตรา 24(9) โดยเฉพาะ

ถ้าเปรียบเทียบเป็นภาพใหญ่ OIA คือ “ประตู” ที่กำหนดว่าเมื่อไรและอย่างไรที่รัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลได้ ส่วน PDPA คือ “กรอบกำกับการประมวลผล” ที่บอกว่าเมื่อข้อมูลถูกเก็บ ใช้ เปิดเผย หรือเชื่อมโยงแล้ว ต้องคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลอย่างไร

พระราชกฤษฎีกาไม่ได้ทำให้รัฐ “พ้น PDPA” แต่ทำให้ “อ้าง PDPA แล้วไม่ให้ข้อมูลกันเอง” ยากขึ้น

หนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหลัง PDPA บังคับใช้คือ หลายหน่วยงานรัฐใช้ PDPA เป็น “เหตุผลอเนกประสงค์” ในการปฏิเสธการให้ข้อมูลแก่หน่วยงานรัฐอื่น ทั้งที่ภารกิจหลายเรื่องต้องอาศัยข้อมูลข้ามหน่วยงาน เช่น การจัดสวัสดิการ การยืนยันสิทธิ ลดภาระเอกสารประชาชน การแก้ปัญหาองค์กรอาชญากรรม หรือการทุจริตคอร์รัปชัน

พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เข้ามาเติมฐานกฎหมายเฉพาะให้ชัดว่า “การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลระหว่างหน่วยงานรัฐทำได้” เมื่ออยู่ในกรอบวัตถุประสงค์ของกฤษฎีกา และอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ มาตรา 24(9)

แต่เมื่อหันกลับมาดู PDPA เราจะเห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่มีข้อความใดในพระราชกฤษฎีกาที่บอกว่า “ยกเว้น PDPA” หรือ “ไม่ต้องทำตาม PDPA” ตรงกันข้าม PDPA มาตรา 3 กลับวางหลักว่า หากมีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องใด ให้ใช้กฎหมายเฉพาะนั้น แต่บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย สิทธิของเจ้าของข้อมูล และบทกำหนดโทษตาม PDPA ยังใช้ “เพิ่มเติม” ได้

แปลว่า

  • พระราชกฤษฎีกา = “เปิดประตูให้หน่วยงานรัฐเชื่อมโยงข้อมูลกันได้”
  • PDPA = “รั้ว กุญแจ และกล้องวงจรปิด” ที่กำกับว่าการเชื่อมโยงนั้นต้องจำเป็น ชอบด้วยกฎหมาย ได้สัดส่วน โปร่งใส และปลอดภัย

ประเด็นสำคัญ จาก “ให้ได้หรือไม่ได้” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า “ได้มาแล้วใช้ต่ออย่างไร”

ข้อถกเถียงในวงราชการช่วงที่ผ่านมา มักติดอยู่ตรงคำถามว่า “ให้ข้อมูลกันได้หรือไม่ได้” ซึ่งพระราชกฤษฎีกานี้ช่วยตอบคำถามในชั้นแรกว่า “เปิดเผยให้กันได้” เมื่อมีวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด และอยู่ในกรอบ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ

แต่เมื่อเชื่อมกับ PDPA เราจำเป็นต้องย้ายไปสู่คำถามชั้นที่สอง คือ “ได้ข้อมูลมาแล้วใช้ต่ออย่างไรให้ชอบด้วยกฎหมายและได้สัดส่วน”

กรอบคิดที่ผมเสนอให้ตั้งคำถาม 2 ประเด็น

  1. ประเด็นแรก “เปิดเผยให้กันได้หรือไม่” เป็นหน่วยงานรัฐหรือไม่ ตาม OIA จะรวมรัฐวิสาหกิจด้วย? เหมาะสมหรือไม่ และ รวมถถึงส่วนราชการที่ไม่ใช่นิติบุคคลด้วย, ร้องขอเพื่อภารกิจภาครัฐหรือไม่, อยู่ในกรอบพระราชกฤษฎีกาหรือไม่, มีอำนาจหน้าที่รองรับหรือไม่
  2. ประเด็นถัดมา “ได้ข้อมูลมาแล้วใช้ได้อย่างไร” ใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่, ใช้เท่าที่จำเป็นหรือไม่, มีมาตรการรองรับการใช้สิทธิหรือไม่ มีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลดีเพียงพอหรือไม่ มีบันทึกการเปิดเผยข้อมูลให้หน่วยงานอื่น หรือบันทึกการรับข้อมูลจากหน่วยงานอื่นหรือไม่ มีการจัดทำบันทึกประมวลกิจกรรมข้อมูล (RoPA) หรือไม่ มีการเปิดเผยหรือห้ามส่งต่อหรือไม่

เพื่อตอบ 2 คำถามนี้ เราจะไม่หยุดอยู่แค่การตีความพระราชกฤษฎีกา แต่จะเชื่อมไปสู่การออกแบบ “Data Governance ของภาครัฐ” ที่ตอบโจทย์ PDPA ไปพร้อมกันด้วย

ฐานกฎหมายของการแชร์ข้อมูลภาครัฐ ภายใต้ PDPA ไม่ใช่ต้อง consent เสมอไป

อีกจุดที่สำคัญคือ การเลือกฐานกฎหมายตาม PDPA สำหรับการเปิดเผยและรับข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ไม่จำเป็นต้องยึด “ความยินยอม” เป็นฐานหลักเสมอไป

สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป ฐานกฎหมายที่เหมาะสม PDPA คือ

  • ภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือการใช้อำนาจรัฐ (Public Task / Official Authority) มาตรา 24(4) เมื่อการเชื่อมโยงข้อมูลจำเป็นต่อการให้บริการภาครัฐ สวัสดิการ การช่วยเหลือประชาชน หรือการบังคับใช้กฎหมาย
  • การปฏิบัติตามกฎหมาย (Legal Obligation) ตามมาตรา 24(5) เมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดหน้าที่ให้เปิดเผยข้อมูลตามคำขอที่อยู่ในกรอบกฎหมาย
  • กรณีกฎหมายอื่นบัญญัติให้ทำได้ เมื่อการใช้หรือเปิดเผยต่างจากวัตถุประสงค์เดิม แต่มีบทบัญญัติของ PDPA หรือกฎหมายอื่นรองรับ เช่น มาตรา 21 PDPA

ประเด็นสำคัญคือ ฐานกฎหมายของ “ผู้เปิดเผย” กับฐานกฎหมายของ “ผู้รับข้อมูล” อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป แต่ทั้งสองฝ่ายต้องตอบให้ได้ว่าตนเองมี Lawful Basis ที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงอ้างว่าคนอื่นส่งมาให้จึงใช้ต่อได้โดยอัตโนมัติ

Sensitive Data ในโลก PDPA กับข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลในโลก พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ

นิยาม “ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” ใน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ กินความไปถึงข้อมูลสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นเสียง รูปถ่าย และข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม

เมื่อเทียบกับ PDPA เราจะพบว่า ข้อมูลเหล่านี้บางส่วนกลายเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว” ตามมาตรา 26 เช่น ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นที่มีผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ 

ขณะที่ตาม OIA ตามมาตรา 15 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้ โดยคำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ซึ่ง มาตรา15(5) รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร

ขณะที่มาตรา 7 พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 กำหนดว่า “ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้นเป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย แต่ไม่ว่ากรณีใดๆ ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้” 

ผลคือ พระราชกฤษฎีกานี้ไม่สามารถถูกใช้เป็น “ใบเบิกทางรวดเดียว” สำหรับข้อมูลทุกประเภทโดยไม่พิจารณามาตรฐานของ PDPA เพิ่มเติม โดยเฉพาะในกรณี sensitive data ที่ต้องผ่านเงื่อนไขเฉพาะของมาตรา 26 และมีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม

กล่าวสั้น ๆ ว่า ข้อมูลบางชุดอาจผ่าน “ประตู” ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ แต่ยังต้องผ่าน “เครื่องตรวจความเสี่ยง” ของ PDPA หรือ กฎหมายอื่นอีกชั้นหนึ่งก่อนจะใช้ต่อได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย

Security และ Cybersecurity ไม่ใช่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบร่วม

พระราชกฤษฎีกานี้เขียนไว้ชัดว่า การรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เปิดเผยระหว่างหน่วยงานรัฐต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด และต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

ในขณะเดียวกัน PDPA มาตรา 37 วางหน้าที่ให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทบทวนมาตรการเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง และแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงเมื่อมีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งเมื่อทั้งหน่วยงานรัฐที่เป็นผู้ให้และผู้รับต่างก็เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล

เมื่อเอาสองกฎหมายมาวางคู่กัน ความปลอดภัยของข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเทคนิคฝ่ายเดียว แต่เป็น “ความรับผิดชอบร่วม” ระหว่างผู้บริหาร ผู้กำกับนโยบาย และผู้ปฏิบัติ โดยอย่างน้อยควรมี

  • Access control ที่กำหนดสิทธิผู้เข้าถึงอย่างได้สัดส่วนกับหน้าที่
  • Data minimization ส่งเฉพาะฟิลด์ที่จำเป็น ไม่ส่งทั้งฐานข้อมูลเพราะ “สะดวก”
  • Encryption ระหว่างส่งและขณะจัดเก็บ
  • Logging & monitoring ที่บันทึกว่าใครเข้าถึงอะไร เมื่อไร เพื่ออะไร และตรวจจับการใช้งานผิดปกติ
  • Retention & deletion ที่กำหนดว่าใช้ข้อมูลไปนานเท่าไร และเมื่อไรต้องลบหรือทำลาย
  • Breach response ที่ชัดเจนเมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูล

ถ้าไม่มีมาตรการเหล่านี้ การเปิดเผยอาจมีฐานกฎหมายรองรับจากพระราชกฤษฎีกา แต่ก็ยังเสี่ยงผิดหน้าที่ด้านความมั่นคงปลอดภัยตาม PDPA อยู่ดี

กิจกรรม ROPA , บัญชีแสดงการเปิดเผย และ Data Sharing Register ต้องทำให้ “ตรวจสอบได้” ไม่ใช่แค่ “ทำได้”

มาตรา 24 วรรคสองของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ กำหนดว่า การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามข้อ (3)–(9) ต้องจัดทำบัญชีแสดงการเปิดเผยกำกับไว้กับข้อมูลข่าวสารนั้น

ขณะที่ PDPA มาตรา 39 กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องบันทึกรายการประมวลผล (ROPA) เพื่อให้เจ้าของข้อมูลและสำนักงานตรวจสอบได้ เช่น วัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ฐานกฎหมาย ผู้รับข้อมูล ระยะเวลาเก็บ และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

เมื่อเชื่อมสองกฎหมายเข้าด้วยกัน การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐตามพระราชกฤษฎีกานี้ควรมีอย่างน้อย

  • บัญชีแสดงการเปิดเผย ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ระบุว่าข้อมูลชุดใดถูกเปิดเผยให้ใคร เมื่อใด และด้วยเหตุผลใด
  • ROPA หรือ Data Sharing Register ตาม PDPA ที่บันทึกวัตถุประสงค์ ฐานกฎหมาย ระยะเวลาเก็บรักษา ผู้มีสิทธิเข้าถึง และมาตรการความปลอดภัย
  • Data sharing log หรือ API log เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครดึงข้อมูลอะไรจากระบบกลางเวลาใด

ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มภาระเอกสารให้เจ้าหน้าที่ แต่เพื่อให้ตอบได้เมื่อประชาชนถามว่า “ข้อมูลของผมถูกเชื่อมโยงไปที่ไหนบ้าง” และเพื่อให้หน่วยงานรัฐพิสูจน์ได้ว่าการใช้ข้อมูลนั้นชอบด้วยกฎหมายและได้สัดส่วนจริง

ความจำเป็นที่หน่วยงานรัฐต้องมี DPO ตาม PDPA ทุกหน่วยงานรัฐและทุกส่วนราชการ และบทบาทที่ต้องเดินควบคู่กับพระราชกฤษฎีกา

ตาม PDPA มาตรา 41(1) หน่วยงานรัฐที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) แม้จะมีการตอบข้อหารือของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ตอบให้กับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ว่าการมี DPO ของหน่วยงานรัฐครอบคลุมถึง มาตรา 41(2) และ 41(3) ด้วย หากเข้าเงื่อนไข แม้หลาย ๆ หน่วยงานรัฐไม่ทราบ ประกอบกับการตีความหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจำเป็นต้องเป็นนิติบุคคล ทั้งให้หน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงานที่ไม่เป็นนิติบุคคล เช่นกองทุน หรือส่วนราชการภูมิภาค ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไขต่อไปสำหรับ ผู้ที่รับผิดชอบ PDPA

สำหรับบริบทของพระราชกฤษฎีกานี้ เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ในหน่วยงานรัฐไม่ได้มีหน้าที่เพียงตอบคำถามประชาชนหรือจัดทำรายงานให้สำนักงานเท่านั้น แต่ควรเข้าไปอยู่ใน “กระบวนการตัดสินใจเชื่อมโยงข้อมูล” ตั้งแต่ต้น

บทบาทขั้นต่ำของ DPO ในโครงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐควรครอบคลุม

  • ตรวจฐานกฎหมายของการขอและการเปิดเผยข้อมูล
  • ตรวจความชัดเจนของวัตถุประสงค์และความจำเป็นของชุดข้อมูลที่ขอ
  • ตรวจ privacy notice หรือ public notice ว่าแจ้งประชาชนเพียงพอหรือไม่
  • ตรวจมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและ cyber control
  • ตรวจการบันทึกรายการและเงื่อนไขห้ามส่งต่อข้อมูล

เมื่อ DPO ถูกวางไว้ในจุดออกแบบนโยบายและกระบวนการ ไม่ใช่เพียงจุด “รับผิดชอบเวลามีปัญหา” ภาครัฐจะสามารถใช้พระราชกฤษฎีกาเป็นเครื่องมือเพื่อบริการประชาชนได้ โดยไม่ลดมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลลง

หลัก “เปิดเผยได้ แต่ต้องพิสูจน์ได้” คือจุดยืนของ TPDPA

จากการวิเคราะห์โดยอิงเฉพาะพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ และ PDPA ผมขอสรุปจุดยืนเชิงนโยบายในนามสมาคมว่า

  1. เรา สนับสนุนและเห็นด้วยกับ พระราชกฤษฎีกานี้ เพราะช่วยแก้ปัญหาการที่หน่วยงานรัฐอ้าง PDPA เพื่อไม่ให้ข้อมูลกันเอง ทั้งที่หลายภารกิจจำเป็นต้องใช้ข้อมูลข้ามหน่วยงาน
  2. เรา ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง หากมีการตีความว่าพระราชกฤษฎีกานี้เป็นการยกเว้น PDPA หรือทำให้หน่วยงานรัฐพ้นจากหน้าที่ตาม PDPA
  3. เราเสนอให้ใช้หลัก 5 ข้อในการตีความและนำไปใช้: Lawful, Necessary, Proportionate, Accountable, Secure – มีฐานกฎหมายชัดเจน จำเป็น ได้สัดส่วน ตรวจสอบได้ และปลอดภัย
  4. เราเห็นว่าประเด็นสำคัญที่ต้องกำกับต่อไปไม่ใช่แค่ “ให้ข้อมูลกันได้หรือไม่” แต่เป็น “เมื่อให้ข้อมูลกันแล้ว ประชาชนยังได้รับการคุ้มครองเพียงพอหรือไม่” ทั้งในแง่เสรีภาพ สิทธิในการเข้าถึงและแก้ไขข้อมูล ความโปร่งใสในการเชื่อมโยง และการจำกัดการใช้ไม่ให้เกินวัตถุประสงค์

ถ้าจะให้จำง่าย ๆ ผมอยากฝากไว้แบบนี้

พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ “เปิดประตูให้รัฐเชื่อมโยงข้อมูล” แต่ PDPA ยังคงเป็น “รั้ว กุญแจ และกล้องวงจรปิด” ที่กำกับว่า การเชื่อมโยงนั้นต้องทำอย่างจำเป็น โปร่งใส ปลอดภัย และตรวจสอบได้

แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ความเป็นส่วนตัว การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล”

เนื่องในโอกาสวันที่ 28 มกราคมของทุกปี กำหนดให้เป็นวัน
International Data Privacy Day

ในปี 2569 นี้ ทาง PDPA Thailand และสถาบันพัฒนาและทดสอบทักษะดิจิทัล (DDTI) ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท ดีบีซี กรุ๊ป จำกัด (DBC Group) และพันธมิตร ได้แก่ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (SME Thai), สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย, สมาคมผู้ดูแลเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ไทย, สมาคมการค้าดิจิทัลไทย, สมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย (TPDPA) และสภาองค์กรของผู้บริโภค

ได้ร่วมกันจัดทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจเรื่อง “ความเป็นส่วนตัว, การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล” ขึ้น ระหว่างวันนี้ – 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ผ่านช่องทางการสื่อสารออนไลน์ไปยังประชาชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งท่านสามารถติดตามผลการสำรวจได้ที่ www.tpdpa.or.th  และ www.pdpathailand.com 

ท่านสามารถศึกษาประกาศความเป็นส่วนตัวได้ที่ https://pdpathailand.com/privacy-notice-questionnaires/

สำหรับท่านที่ตอบแบบสอบถาม และทำตามกติกา – เงื่อนไขครบตามที่กำหนด ลุ้นรับฟรี! iPad 11″ Wi-Fi ขนาด 128 GB จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 12,900 บาท

พิเศษ ขึ้นไปอีกขั้นเพียงแชร์โพสต์กิจกรรมตอบแบบสอบถามเป็นสาธารณะ พร้อมติดแฮชแท็ก #TPDPA และแนบหลักฐานที่ใต้โพสต์ ลุ้นรับเพิ่ม Samsung Galaxy A07 ความจุ 128 GB จำนวน 1 รางวัล (มูลค่า 3,990 บาท)

เสวนา PDPA

เสวนา 3 ปี PDPA ปัญหา อุปสรรค และอนาคตการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย

ขอเชิญผู้สนใจร่วมเสวนา:

“3 ปี PDPA ปัญหา อุปสรรค และอนาคตการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย” เวทีเสวนาที่จะมาพูดคุยกันในประเด็นด้านกฎหมาย PDPA ทั้งปัญหา อุปสรรค และอนาคตของกฎหมาย PDPA

การเสวนาในครั้งนี้ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 6 ปีการประกาศใช้ และครบรอบ 3 ปีการบังคับใช้กฎหมาย PDPA ที่จะมาเสวนากันในเรื่องของการเดินทางตลอด 3 ปีแห่งการบังคับใช้กฎหมาย “ประเทศไทย” เปลี่ยนไปอย่างไร ปัญหา อุปสรรค และอนาคตที่จะเกิดขึ้นในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะเป็นอย่างไร การเตรียมความพร้อมและการดำเนินการของภาคองค์กรและธุรกิจที่ควรรู้ หาคำตอบได้ที่เสวนานี้ในหัวข้อ..

1. 3 ปี PDPA ปัญหาและอุปสรรค? 
2. ทิศทางอนาคตของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย

การเสวนาในครั้งนี้ จะช่วยให้ท่านได้เห็นถึงภาพรวมของอนาคตกฎหมาย PDPA จากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่างแท้จริง

ร่วมเสวนาโดย
1. ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีบีซี กรุ๊ป จำกัด
2. อ.สุกฤษ โกยอัครเดช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปรึกษาและสอบทาน บริษัท ดีบีซี กรุ๊ป จำกัด
3. อ.สันต์ภพ พรวัฒนะกิจ: ทนายความหุ้นส่วนและผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ลีกัลมายด์ จำกัด
4. คุณวัชระ รัตนโชติ: Data Protection Officer บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
5. คุณเข็มจริยา ธีรพงษ์: ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับการปฏิบัติงาน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
6. รศ.ดร. คณาธิป ทองรวีวงศ์: ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
7. ดร.สิทธินัย จันทรานนท์: ที่ปรึกษา – ผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กำหนดการ

สถานที่อบรม: ณ ห้องอบรมสัมมนา 306 ชั้น 3 สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน (กรุงเทพฯ)

วันและเวลาอบรม: วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น.

จัดโดย: สมาคม TPDPA ร่วมกับ PDPA Thailand ภายใต้การบริหารงาน โดย DBC Group

ค่าธรรมเนียม: ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย จำกัดเพียง 300 ที่นั่งเท่านั้น

*สัมมนานี้รับจำนวนจำกัด และมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมงานตามคุณสมบัติที่เหมาะสมกับเนื้อหาการจัดงาน ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่ก่อนวันงาน

PDPA GURU: Internal Audit

  คุณรู้หรือไม่? ว่าการทำตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในองค์กร มีหลายมิติที่ต้องให้ความสำคัญ และไม่ใช่โครงการที่ “ทำครั้งเดียวจบ” เพราะกฎหมายยังมีอัปเดตหลักการ รวมถึงกฏหมายลำดับรองเป็นประจำ

เพื่อให้องค์กรสามารถปฏิบัติได้สอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนดอย่างแท้จริง

   ทักษะ “การตรวจประเมิน” ความสอดคล้องตามมาตรฐานกฎหมาย PDPA จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์กรของคุณมั่นใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้าน PDPA และจะทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงนั้น หาคำตอบได้ที่เสวนา…

“Are You Ready? ผู้ตรวจสอบภายในพร้อมแค่ไหนที่จะช่วยลดความเสี่ยงขององค์กรด้าน PDPA” กับประเด็นสุด Exclusive เกี่ยวกับ Internal Audit ที่ไม่ควรพลาด

หัวข้อเสวนา

1. ความเชื่อมโยงของการตรวจสอบภายในเรื่อง Data Protection กับ Data Governance
2. แนะแนวปฏิบัติเพื่อทำตามข้อบังคับและกฎหมาย
3. การตรวจสอบ (Audit) ที่สนับสนุนการทำ PDPA และกรณีศึกษา

พิเศษ! แจกฟรี Checklist ตรวจประเมินตนเององค์กรด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กำหนดการ

– วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 l 13.30 – 15.30 น.
– ผ่านระบบ VDO Conference ZOOM

เสวนาโดย

– ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร: นายกสมาคม TPDPA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DBC Group และผู้ก่อตั้ง PDPA Thailand
– อาจารย์สุกฤษ โกยอัครเดช: เลขาธิการ และประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์สมาคม TPDPA และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปรึกษาและสอบทาน DBC Group
– อาจารย์ณัฏฐ์ ธนวนกุล: กรรมการและประธานฝ่ายพัฒนามาตรฐานวชาชีพ สมาคม TPDPA ที่ปรึกษาและวิทยากรสถาบัน DDTI
– อาจารย์ธีระพันธุ์ จันทร์แก้ว: Assistant Vice President System Certification Department สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (MASCI) 

ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง

สมาคมที่ปรึกษาและสอบทานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย (TPDPA)    ร่วมกับ PDPA Thailand (บริหารงานโดย DBC Group) สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (MASCI) 

“ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเต็มจำนวนแล้ว ท่านสามารถลงทะเบียนรับฟังเสวนาย้อนหลังและรับเอกสารแจก (แบบประเมินการปฏิบัติตาม PDPA) ผ่านทางอีเมลที่ลงทะเบียน ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568”