โพสต์อย่างไร แชร์อย่างไร ให้ถูกกฎหมายและเคารพสิทธิผู้อื่น

ตอนที่ 6 โพสต์อย่างไร แชร์อย่างไร ให้ถูกกฎหมายและเคารพสิทธิผู้อื่น

1. ในโลกออนไลน์ เรามีทั้งสิทธิและความรับผิดชอบ

ทุกวันนี้ การโพสต์ข้อความ การแชร์ข่าวสาร และการเผยแพร่ภาพถ่ายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ประชาชนใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อสื่อสารกับครอบครัว ติดตามข่าวสาร แสดงความคิดเห็น ร้องเรียนปัญหา และตรวจสอบการทำงานขององค์กรต่าง ๆ

แต่เมื่อการสื่อสารสามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากภายในเวลาอันรวดเร็ว ผลกระทบจากข้อมูลที่เผยแพร่ก็อาจขยายตัวตามไปด้วย

ข้อมูลที่ผิดพลาดอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ข้อมูลที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงอาจทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สิน ขณะที่การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่เหมาะสมอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัว ชื่อเสียง และความปลอดภัยของผู้อื่น

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายหลายฉบับจึงเข้ามามีบทบาทในการกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดเกี่ยวกับการสื่อสารออนไลน์

อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าประชาชนต้องหวาดกลัวการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลทุกครั้ง

สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าการกระทำลักษณะใดเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ การกระทำลักษณะใดควรใช้ความระมัดระวัง และการกระทำลักษณะใดอาจเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย

2. บทเรียนจากห้าตอนที่ผ่านมา

ตลอดบทความห้าตอนแรก เราได้พิจารณาประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์และแชร์ข้อมูลในหลายมิติ

บทเรียนที่หนึ่ง: โทษจำคุก 5 ปีไม่ได้ใช้กับการโพสต์ผิดพลาดทุกกรณี

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 กำหนดความผิดเกี่ยวกับข้อมูลคอมพิวเตอร์ไว้หลายลักษณะ

การพิจารณาความรับผิดต้องตรวจสอบองค์ประกอบตามแต่ละอนุมาตรา ไม่ใช่เพียงพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้องแล้วสรุปว่าเป็นความผิด

บทเรียนที่สอง: ข้อมูลเท็จ ข่าวปลอม และความคิดเห็นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความผิดพลาด การคาดการณ์ที่ไม่เป็นจริง ความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ และข้อมูลปลอมที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกลวง มีลักษณะและประเด็นทางกฎหมายแตกต่างกัน

การแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์โดยชอบด้วยกฎหมายไม่ควรถูกเหมารวมกับการสร้างข้อมูลปลอมเพื่อหลอกลวงประชาชน

บทเรียนที่สาม: ผู้แชร์ไม่ได้ผิดกฎหมายทุกครั้งที่ข้อมูลต้นทางเป็นเท็จ

มาตรา 14(5) กำหนดเงื่อนไขว่าผู้เผยแพร่หรือส่งต่อต้องรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลตามมาตรา 14(1)–(4)

การส่งต่อข้อมูลโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงจึงไม่อาจถูกสรุปว่าเป็นความผิดตามมาตรานี้โดยอัตโนมัติ

บทเรียนที่สี่: การโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ผิด PDPA ทุกกรณี

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีทั้งขอบเขตการใช้บังคับ ข้อยกเว้น และฐานทางกฎหมายสำหรับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไม่จำเป็นต้องอาศัยความยินยอมทุกกรณี แต่ต้องมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง หากกิจกรรมนั้นอยู่ภายใต้บังคับของ PDPA

บทเรียนที่ห้า: กฎหมายคุ้มครองสังคมต้องดำเนินควบคู่กับสิทธิของประชาชน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองทั้งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในความเป็นส่วนตัว

ประชาชนจึงควรสามารถใช้สิทธิในการสื่อสาร ร้องเรียน และตรวจสอบข้อมูลได้ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยไม่เข้าใจผิดว่าการใช้สิทธิเหล่านั้นเป็นความผิดอาญาเสมอไป

3. กรอบคิด 5 คำถามก่อนโพสต์หรือแชร์ข้อมูล

เพื่อให้ประชาชนสามารถนำหลักกฎหมายไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เราอาจสรุปเป็นคำถามห้าข้อ

คำถามที่ 1: สิ่งที่กำลังเผยแพร่เป็นข้อเท็จจริง ความคิดเห็น หรือข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน

ก่อนโพสต์หรือแชร์ ควรพิจารณาลักษณะของข้อความ

  • หากเป็นข้อเท็จจริง: ควรตรวจสอบแหล่งที่มาและหลักฐาน โดยเฉพาะข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อบุคคลหรือประชาชนจำนวนมาก
  • หากเป็นความคิดเห็น: ควรแยกให้ชัดว่าส่วนใดเป็นการประเมินหรือวิจารณ์ และส่วนใดเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริง
  • หากเป็นข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน: ไม่ควรนำเสนอเสมือนเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

การตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่เป็นแนวปฏิบัติที่ช่วยลดความเสียหาย แม้การไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งจะไม่ได้ทำให้เกิดความผิดตามมาตรา 14 โดยอัตโนมัติ

คำถามที่ 2: การกระทำนี้เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายใดหรือไม่

เมื่อพบว่าข้อมูลอาจมีปัญหา ไม่ควรเริ่มจากการถามว่า “มีโทษจำคุกกี่ปี” แต่ควรถามก่อนว่ามีกฎหมายใดเกี่ยวข้องและองค์ประกอบความผิดเป็นอย่างไร

  • หากเป็นข้อมูลปลอมหรือข้อมูลเท็จ: อาจต้องพิจารณามาตรา 14 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
  • หากเป็นการกล่าวหาบุคคลอื่น: อาจต้องพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท
  • หากเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล: อาจต้องพิจารณา PDPA และกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในความเป็นส่วนตัว

การกระทำเดียวกันอาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดตามกฎหมายทุกฉบับโดยอัตโนมัติ

คำถามที่ 3: หากเป็นการแชร์ต่อ เรารู้อะไรเกี่ยวกับข้อมูลนั้นอยู่แล้ว

การแชร์ต่อแตกต่างจากการสร้างข้อมูลขึ้นมาเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้แชร์จะไม่มีความรับผิดทุกกรณี

หากเกี่ยวข้องกับมาตรา 14(5) ต้องพิจารณาว่าผู้เผยแพร่หรือส่งต่อรู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลตามมาตรา 14(1)–(4)

หากได้รับข้อมูลที่น่าสงสัย โดยเฉพาะข้อมูลที่อาจทำให้ประชาชนเสียหายหรือเกิดความตื่นตระหนก ควรตรวจสอบก่อนส่งต่อ

หากทราบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง ควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นความจริง

คำถามที่ 4: ข้อมูลนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิและความเป็นส่วนตัวของใคร

ก่อนเผยแพร่ภาพถ่าย เอกสาร หรือข้อความที่มีข้อมูลของบุคคลอื่น ควรพิจารณาว่าข้อมูลนั้นสามารถระบุตัวบุคคลได้หรือไม่

หากเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ต้องพิจารณาว่ากิจกรรมอยู่ภายใต้บังคับของ PDPA หรือได้รับยกเว้น

หากอยู่ภายใต้บังคับ ต้องพิจารณาฐานทางกฎหมายสำหรับการเปิดเผยข้อมูลและหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง

แม้กิจกรรมจะได้รับยกเว้นจาก PDPA ก็ยังควรพิจารณาสิทธิในความเป็นส่วนตัว ชื่อเสียง และความปลอดภัยของบุคคลอื่นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่ 5: มีวิธีสื่อสารที่บรรลุวัตถุประสงค์โดยกระทบสิทธิผู้อื่นน้อยกว่าหรือไม่

ในหลายสถานการณ์ เราสามารถสื่อสารข้อมูลที่จำเป็นได้โดยไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด

  • การร้องเรียนบริการขององค์กรอาจไม่จำเป็นต้องเผยแพร่ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • การเตือนภัยเกี่ยวกับการหลอกลวงอาจไม่จำเป็นต้องเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหาย
  • การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสาธารณะอาจทำได้โดยอ้างอิงข้อมูลและเหตุผล โดยไม่จำเป็นต้องเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง

การเลือกวิธีสื่อสารที่เหมาะสมช่วยให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนเองพร้อมกับลดผลกระทบต่อผู้อื่น

4. ตารางสรุป: โพสต์หรือแชร์แบบใดต้องระวังกฎหมายอะไร

ลักษณะการกระทำ

ประเด็นทางกฎหมายที่ควรพิจารณา

ข้อควรเข้าใจ

โพสต์ข้อมูลผิดพลาดโดยไม่ได้หลอกลวง

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14

ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 14 โดยอัตโนมัติ

สร้างข้อมูลปลอมเพื่อหลอกประชาชน

มาตรา 14(1) และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ต้องตรวจสอบองค์ประกอบความผิดให้ครบ

เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉิน

มาตรา 14(2)

ต้องพิจารณาลักษณะข้อมูล ผลกระทบ และเจตนาตามกฎหมาย

แชร์ข้อมูลที่เข้าข่ายมาตรา 14(1)–(4)

มาตรา 14(5)

ต้องพิจารณาว่าผู้ส่งต่อรู้อยู่แล้วหรือไม่

วิพากษ์วิจารณ์นโยบายสาธารณะ

รัฐธรรมนูญ มาตรา 34 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

การวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้เป็นความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ

โพสต์ภาพหรือข้อมูลส่วนบุคคล

PDPA และกฎหมายคุ้มครองสิทธิอื่น

ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมทุกกรณี

เปิดเผยข้อมูลสุขภาพของผู้อื่น

PDPA มาตรา 26 และ 27 หากอยู่ภายใต้บังคับ

ข้อมูลประเภทนี้มีหลักเกณฑ์เฉพาะที่เข้มงวด

เผยแพร่ข้อความกล่าวหาบุคคลอื่น

ประมวลกฎหมายอาญาเรื่องหมิ่นประมาท และกฎหมายแพ่ง

แม้ไม่ผิดมาตรา 14 ก็อาจมีความรับผิดตามกฎหมายอื่น

แชร์ข้อมูลเพื่อเตือนภัย

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและการเผยแพร่

วัตถุประสงค์ที่ดีไม่ได้เป็นข้อยกเว้นความผิดโดยอัตโนมัติ

ตารางนี้เป็นเพียงกรอบพิจารณาเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อวินิจฉัยว่าการกระทำในแต่ละประเภทมีความผิดหรือไม่มีความผิดอย่างเด็ดขาด

5. ตัวอย่างการนำกรอบคิดไปใช้จริง

กรณีที่หนึ่ง: แชร์ข่าวว่าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งมีโรคระบาด

บุคคลหนึ่งได้รับข้อความจากกลุ่มสนทนาว่าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งพบการระบาดของโรคร้ายแรง จึงแชร์ต่อเพื่อเตือนเพื่อน

ภายหลังพบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

การพิจารณาควรเริ่มจากลักษณะของข้อมูลว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร จากนั้นพิจารณาว่าข้อมูลต้นทางอาจเข้าข่ายมาตรา 14(2) หรือไม่ และผู้แชร์รู้อะไรเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว

การที่ข้อมูลเป็นเท็จไม่ได้ทำให้ผู้แชร์มีความผิดตามมาตรา 14(5) โดยอัตโนมัติ

ในทางปฏิบัติ เมื่อทราบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง ควรแจ้งแก้ไขแก่ผู้ที่ได้รับข้อมูลก่อนหน้าเพื่อลดความเข้าใจผิด

กรณีที่สอง: โพสต์ภาพลูกค้าเพื่อประชาสัมพันธ์ธุรกิจ

ร้านค้าแห่งหนึ่งถ่ายภาพลูกค้าระหว่างใช้บริการและนำภาพไปโพสต์โฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์

กรณีนี้ต้องพิจารณาว่าร้านค้าเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ การใช้ภาพเพื่อโฆษณามีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ และมีการปฏิบัติตามหน้าที่เกี่ยวกับการแจ้งวัตถุประสงค์และการใช้ข้อมูลหรือไม่

การที่ลูกค้ายินยอมให้ถ่ายภาพไม่ได้หมายความว่าได้ยินยอมให้ใช้ภาพเพื่อโฆษณาทุกวัตถุประสงค์

กรณีที่สาม: ประชาชนวิจารณ์การใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐ

ประชาชนคนหนึ่งนำข้อมูลจากเอกสารงบประมาณที่เปิดเผยต่อสาธารณะมาใช้ประกอบการตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของโครงการ

การตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34

แต่หากมีการสร้างหลักฐานปลอมหรือกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นจริง ก็ต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องตามพฤติการณ์

จึงควรแยกการวิพากษ์วิจารณ์โดยใช้ข้อมูลและเหตุผลออกจากการสร้างข้อมูลปลอมเพื่อหลอกลวงหรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย

กรณีที่สี่: โพสต์ภาพบุคคลที่สงสัยว่าหลอกลวง

ผู้เสียหายรายหนึ่งต้องการเตือนประชาชนเกี่ยวกับบุคคลที่ตนสงสัยว่าหลอกลวง จึงเตรียมเผยแพร่ชื่อ ภาพถ่าย หมายเลขโทรศัพท์ และที่อยู่ของบุคคลดังกล่าว

กรณีนี้ต้องพิจารณาทั้งสิทธิในการร้องเรียนหรือเตือนภัย และสิทธิของบุคคลที่ถูกกล่าวหา

การเปิดเผยข้อมูลจำนวนมากต่อสาธารณะอาจไม่จำเป็นต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ และอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัยของบุคคลนั้น

การแจ้งข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ผ่านช่องทางที่เหมาะสม หรือการเตือนภัยโดยเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น อาจเป็นทางเลือกที่ลดความเสี่ยงได้มากกว่า

6. ความรับผิดทางกฎหมายกับความรับผิดชอบในการสื่อสารต่างกันอย่างไร

ประเด็นหนึ่งที่ควรแยกให้ชัดเจนคือ ความรับผิดตามกฎหมายกับความรับผิดชอบในการสื่อสารไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ความรับผิดตามกฎหมายต้องอาศัยบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ หรือความผิด รวมถึงองค์ประกอบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

ส่วนความรับผิดชอบในการสื่อสารเป็นเรื่องของการใช้ความระมัดระวัง ความถูกต้อง ความเหมาะสม และการคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น

ตัวอย่างเช่น การแชร์ข่าวที่ยังไม่ได้ตรวจสอบอาจเป็นพฤติกรรมที่ไม่รอบคอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 14(5) ทุกกรณี

ในทางกลับกัน การเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นความจริงก็ไม่ได้หมายความว่าจะชอบด้วยกฎหมายทุกกรณี หากเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือกระทบสิทธิของผู้อื่นโดยไม่ชอบ

การส่งเสริมความรับผิดชอบในการสื่อสารจึงควรดำเนินควบคู่กับการให้ความรู้ทางกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าคำแนะนำทุกข้อเป็นข้อบังคับที่มีโทษทางอาญา

7. รู้สิทธิของตนเอง รักษาสิทธิ และไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น

หากสรุปแนวคิดสำคัญของการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างรับผิดชอบ สามารถแบ่งได้เป็นสามส่วน

รู้สิทธิของตนเอง

ประชาชนควรทราบว่าตนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และสิทธิในความเป็นส่วนตัวภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การรู้สิทธิช่วยให้ประชาชนสามารถสื่อสาร ร้องเรียน และมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะได้อย่างมั่นใจ

รักษาสิทธิของตนเอง

เมื่อถูกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชอบ ถูกกล่าวหาด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นจริง หรือได้รับความเสียหายจากการสื่อสารออนไลน์ ประชาชนควรทราบว่ามีช่องทางใช้สิทธิ ร้องเรียน หรือดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไร

การรักษาสิทธิควรดำเนินการโดยอาศัยข้อเท็จจริง หลักฐาน และช่องทางที่เหมาะสม

ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

การใช้สิทธิของตนเองควรคำนึงถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัว ชื่อเสียง ความปลอดภัย และสิทธิอื่นของบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบ

การใช้สิทธิอย่างรับผิดชอบไม่ได้หมายความว่าต้องหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์หรือการตั้งคำถาม แต่หมายถึงการสื่อสารภายใต้กรอบกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิของผู้อื่นโดยไม่จำเป็น

8. กฎหมายควรเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่ความหวาดกลัว

ตลอดบทความชุดนี้ เราได้เห็นว่าการอธิบายกฎหมายโดยใช้ข้อความสั้น ๆ เช่น “โพสต์ผิด แชร์ผิด ติดคุก 5 ปี” อาจช่วยกระตุ้นให้ประชาชนระมัดระวัง แต่หากไม่มีคำอธิบายเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดและข้อจำกัดของกฎหมาย ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

การให้ความรู้ทางกฎหมายที่เหมาะสมควรทำให้ประชาชนตอบคำถามได้ว่า พฤติกรรมใดเป็นความผิด เพราะเหตุใดจึงเป็นความผิด และการใช้สิทธิโดยชอบแตกต่างจากการกระทำผิดอย่างไร

การอธิบายองค์ประกอบความผิดอย่างครบถ้วนไม่ได้ทำให้ประชาชนละเลยกฎหมาย แต่ช่วยให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

ขณะเดียวกัน การอธิบายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไม่ได้หมายความว่าประชาชนสามารถกระทำการใดก็ได้โดยไม่มีความรับผิด

ทั้งสองเรื่องต้องดำเนินควบคู่กัน

บทสรุปของบทความทั้งชุด

การโพสต์และแชร์ข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งของการใช้สิทธิในการสื่อสารของประชาชน แต่การใช้สิทธิดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้อื่นและประโยชน์สาธารณะ

ความรับผิดทางกฎหมายต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและองค์ประกอบของกฎหมายแต่ละฉบับ ไม่ใช่สรุปจากการที่ข้อมูลผิดพลาด มีผู้ได้รับความเสียหาย หรือมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว

ประชาชนจึงควรเข้าใจทั้งกฎหมายที่กำหนดความผิดและกฎหมายที่รับรองสิทธิของตนเอง

ก่อนโพสต์หรือแชร์ ขอให้จำหลักคิดห้าข้อ ได้แก่ ตรวจสอบข้อมูล พิจารณากฎหมาย รู้ว่าตนกำลังส่งต่ออะไร เคารพข้อมูลส่วนบุคคล และเลือกวิธีสื่อสารที่ลดผลกระทบต่อผู้อื่น

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ประชาชนกลัวการโพสต์หรือแชร์ แต่คือการทำให้ทุกคนสามารถใช้สิทธิในการสื่อสารได้อย่างมั่นใจ ถูกต้องตามกฎหมาย และรับผิดชอบต่อสังคม

เพราะสังคมดิจิทัลที่ดีไม่ใช่สังคมที่ทุกคนเงียบเพราะกลัวกฎหมาย แต่เป็นสังคมที่ทุกคนรู้สิทธิ รักษาสิทธิ และเคารพสิทธิของกันและกัน

กลับไปอ่านบทความ ตอนที่ 1 โพสต์ผิด แชร์ผิด ติดคุก 5 ปีจริงหรือ? 

เอกสารอ้างอิงหลักของบทความชุดนี้

  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 25, 26, 29, 32 และ 34
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะมาตรา 8 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 14
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 6, 19, 21, 24, 26, 27, 77, 78 และ 79
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2, 59, 326 และ 328
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
  • ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 12 และข้อ 19
  • กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 17 และข้อ 19

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการให้ความรู้ทางกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับข้อพิพาทเฉพาะราย กรณีศึกษาทั้งหมดเป็นสถานการณ์สมมติ และการวิเคราะห์ความรับผิดในกรณีจริงต้องพิจารณาข้อเท็จจริง บทบัญญัติกฎหมายที่ใช้บังคับ และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง